Receive up-to-the-minute news updates on the hottest topics with NewsHub. Install now.

กิติกร เพ็ญโรจน์ เสิร์ฟรสดราม่า ในมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์

18 พฤษภาคม 2560, 3:14 น.
23 0
กิติกร เพ็ญโรจน์ เสิร์ฟรสดราม่า ในมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์

70 ล้านบาทแพง แต่รายการเราถ่ายทำแบบเรียลิตี้ การลงทุนตัวเลข 70 ล้านบาทที่ประมาณการไม่ต่ำกว่านี้ รวมค่าซื้อลิขสิทธิ์ รูปแบบรายการตามลิขสิทธิ์เราต้องเนรมิตสตูดิโอให้เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต อันนี้รายการต้องเตรียมทั้งหมด เราไปเช่าโกดังเปลี่ยนให้เป็นแพนทรี รูม ให้ 24 คนใช้พื้นที่แข่งขันได้ จัดเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต ลงทุนฉาก มีงบออกไปถ่ายทำข้างนอกอีก ค่าวัตถุดิบแต่ละตอนประมาณ 2-3 แสนบาท”

ในส่วนของคนดูผมเชื่อว่ายังต้องการรายการประเภทนี้ ผมยกตัวอย่างในเพจเชฟกระทะเหล็ก เราพยายามเอาเรื่องนั่นนี่มาโปรโมทไม่มีใครส่งต่อ แต่ลงคลิปสอนทำอาหาร สูตรอาหาร มียอดวิวเป็นล้าน แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันเทรนด์คนทำอาหารเยอะ เหมือนสมัยก่อนถามผมโตมาอยากเป็นอะไร ผมอยากเป็นนักร้องเพราะเท่ มาถามเด็กปัจจุบันตอบอยากเป็นเชฟ เทรนด์การเป็นเชฟกำลังมา เพราะฟู้ด คือ อาร์ตฟอร์มประเภทหนึ่ง ที่สามารถบอกตัวตน อย่างอยากเป็นนักร้องร็อก นักร้องป๊อป ตอนนี้อยากเป็นเชฟอินโนเวทีฟ ทวิสต์ ไชนีส หรือตอนนี้ก่อนที่ทุกคนจะรับประทานอาหารก็ต้องถ่ายรูปอาหารเป็นคอนเทนต์ที่มาแน่”

ยังอ่าน: ชาวบ้านทัพไทยต่างดีใจ “ลุงบู แกนเปะ” ได้วัวสองตัวคืน

สมัยผมทำเอเอฟก็เอาคนธรรมดากลายมาเป็นนักร้อง อันนี้เหมือนกันเราเอาคนที่ไม่รู้เรื่องการทำอาหาร แต่รักในการทำอาหาร อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เราไม่ได้ต้องการคนทำอาชีพเชฟ เราต้องการโฮมคุก คนที่ทำอาหารอยู่กับบ้านอยากมีเวที คนที่มีสูตรจากคุณย่าคุณยาย คนชอบทำอาหารชวนเพื่อนมาจัดปาร์ตี้ที่บ้าน เราอยากให้มาในรายการนี้ ในแง่ของรายการจะแมสกว่าเชฟกระทะเหล็ก เสน่ห์อยู่ที่คนธรรมดากลายมาเป็นมาสเตอร์เชฟภายใน 17 สัปดาห์”

ไปตบเขาทำไม เราต้องการดราม่า แต่เราต้องมีเหตุผลของดราม่า ถ้าคุณมาอยู่รายการนี้ คุณอยากเป็นเชฟ ต้องเคารพอาชีพเชฟ เชฟมีหน้าที่รับผิดชอบต่ออาหารทุกคำที่เข้าปากคนกิน อยากโชว์อยากดังไปไกลๆ ก็เป็นอารมณ์นี้ จากนั้นถูกตัดออกเหลือ 30 คน ต่อไปก็มีสกิลเทสต์ ทดสอบความสามารถขั้นพื้นฐานของเชฟ เช่น ซอยหอมในเวลากำหนด ต่อไปคุกกิ้งเทสต์ เช่น ให้ไข่ 1 ฟอง ทำให้เป็นอาหารชั้นหรู คัดเหลือ 15-16 คน ก็เหมือนเข้าบ้านเอเอฟ แต่ละวีกก็จะตัดออกจนเหลือคนสุดท้าย”

ดังนั้นความดราม่าอยู่ที่พล็อตไม่ใช่สคริปต์ พล็อตคือโจทย์ที่เราให้ เรารู้ว่าผู้เข้าแข่งขัน ใครเก่งเรื่องอะไร เราจะใส่โจทย์อะไรให้คนนี้ร้องไห้ เป็นขั้นตอนของการคิดรายการ วิธีการทำเรียลิตี้คือใส่โจทย์ให้เกิดความคับแค้นใจของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน”

“วิวัฒนาการของรายการเปลี่ยนไป สมัยก่อนถ้าเป็นรายการคุกกิ้งคอนเทสต์ทั่วไป มีแค่คนชอบดูรายการอาหารเท่านั้น แต่พอเป็นเรียลิตี้เขาดูคนแข่งด้วย ไม่ได้ดูแค่อาหาร ทำให้กลุ่มของผู้ชมกว้าง ทำให้รายการเรียลิตี้แข็งแรงขึ้น ซึ่งมันทำให้คนชอบดูละครมาดูด้วย เพราะเป็นละครของชีวิตจริง ผมว่าเรียลิตี้ก็ยังมา ที่จริงมันเข้าเมืองไทยมาสักพัก แต่ไม่ซัคเซสเพราะพวกเราคนทำรายการเองไม่มีโนว์เลจ โนว์ฮาวในการทำ ผมคิดว่าตอนนี้หลายบริษัทรู้แล้วว่าจะบิลต์ดราม่ายังไง”

ยังอ่าน: ย้อนชมภาพประทับใจ "เชสเตอร์" ลินคิน พาร์ก บินเดี่ยวมาไทยช่วยทาสีบ้าน เยี่ยมนักเรียน พร้อมมอบ 3 ล้านช่วยสึนามิ

ที่มา: posttoday.com

มีส่วนร่วมในเครือข่ายทางสังคม:

ความคิดเห็น - 0