Receive up-to-the-minute news updates on the hottest topics with NewsHub. Install now.

ทายาท ศรีปลั่ง ยึดกฎแห่งกรรม สู่หลักบริหารองค์กร

11 มีนาคม 2560, 4:09 น.
60 0

สำหรับ ทายาท ศรีปลั่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะไนล์ เขาใช้เวลาช่วงกลางชีวิตพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์จนรู้แจ้งว่า "กฎแห่งกรรมมีจริง"

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ ทายาท เกิดความสงสัยและอยากลองค้นหาคำตอบว่า "กฎแห่งกรรมมีจริงหรือไม่?"

ด้วยเหตุนี้เอง ทายาท จึงเลือกศึกษาลงลึกในคำสอนของพระพุทธเจ้า พร้อมสนใจทำวิจัยเรื่องกฎแห่งกรรม และด้วยความที่เคยไปเรียนและไปทำงานในต่างประเทศ จึงมีโอกาสเข้าถึงช่องทางค้นคว้าหาความรู้จากหลายแหล่ง เช่น ไปอ่านงานวิจัยหรือผลงานในต่างประเทศ ซึ่งก็พบบทวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตอบคำถามเกี่ยวกับอดีตชาติว่ามีจริงหรือไม่?

“สมัยเด็กเราเป็นโรคเยอะ เจ็บป่วยง่าย เป็นหอบหืดตลอด โตมาก็ไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ จะเป็นคนกลัวความสูง กลัวพูดในที่สาธารณะ ซึ่งเราอยากแก้ปมเหล่านี้จึงไปหา นพ.ธวัชชัย กฤษณะประกรกิจ ผู้ที่ทำเรื่องจิตใต้สำนึกบำบัด ที่ศูนย์อนัมคารา เลยหายจากโรคกลัวความสูง เพราะได้ย้อนอดีตพบว่าชาติที่แล้วเราเป็นนักบินและตกเครื่องบินตายเลยกลัวความสูง ส่วนเรื่องประหม่าต่อหน้าผู้คนในที่สาธารณะ ก็ไปบำบัด พบว่าเป็นเรื่องของในอดีตเคยเกิดมาเป็นลูกที่อยู่แต่ในกรอบ พ่อแม่บังคับเล่นดนตรี ต้องเรียนเก่ง บังคับทุกอย่าง”

“คนไทยติดคำว่า แก้กรรม แต่ในพระไตรปิฏก ไม่มีการแก้กรรม โดยการแก้กรรมคือพิธีกรรม ทำให้เราสบายใจเท่านั้น แถมพิธีกรรมบางอย่างไปสร้างเวรกรรมเพิ่มอีก สิ่งที่พระพุทธองค์สอนคือให้ทำบุญ เพื่อเจือจางกรรมเก่า แต่ต้องเป็นบุญใหม่ที่สามารถไปจางกรรมเก่าได้ เช่น เคยฆ่าสัตว์ ทรมานสัตว์ ต้องทำบุญช่วยชีวิตคน ช่วยชีวิตสัตว์ ไม่ใช่การทำสังฆทาน โดยนำเงินไปหยอดตู้อย่างเดียว แต่อาจไปช่วยเพื่อนมนุษย์เพื่อให้เขาหายป่วยโดยที่ไม่ใช่การทำบุญหวังผลอย่างที่คนไทยทำ”

"ที่ผ่านมา ประเทศไทยพัฒนาคนโดยใช้หลักตะวันตกมาโดยตลอดตั้งแต่อุตสาหกรรมเข้ามา แต่เรากลับได้ยินคำกล่าวว่า ทำไมสังคมไม่ค่อยมีความสุข แม้นำระบบของชาติตะวันตกมาใช้ เช่น ระบบสร้างความผูกพันในองค์กร แต่ก็ยังไม่มีความสุข คนก็ยังกลั่นแกล้งกัน ไม่อายต่อบาป แต่หากนำหลักเจือจางกรรม โดยนำเรื่องศีล 5 การเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษเข้าไปประยุกต์ใช้ในองค์กร คนเราก็จะไม่กล้าทำเรื่องไม่ดีเลย เพราะละอายต่อบาป"

"บางคนบอกว่าทำไว้ก่อนทั้งที่ยังไม่ได้ทำ ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนลาออก ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมผิดศีล 5 เกิดการลวนลามทางเพศในองค์กร หลายคนที่ถูกกระทำไม่กล้าพูด แต่เมื่อเจอนักวิจัยที่น่าเชื่อถือพูดคุยด้วยแบบหนึ่งต่อหนึ่งจึงกล้าบอกออกมา นอกจากนั้นเรื่องการกลั่นแกล้งกันในที่ทำงานก็เป็นพฤติกรรมผิดศีลอีกข้อที่พบมาก"

"สังคมไทยควรมีสติ ละอายต่อบาป หลายครั้งเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดและถูกนำมาแชร์บนโลกโซเชียล เราสงสารผู้เสียหายหรือชอบซ้ำเติมคนในสังคมกันแน่ เราชื่นชมยินดีในความลำบากของคน ทำไมต้องไปชื่นชมพฤติกรรมที่คนคนหนึ่งโดนใส่ความมากเกินไปในสิ่งที่เขาทำ ถ้าเราเจอคนทำร้ายคนอีกคนให้ทุกข์ใจ...เราอยู่กับใครก่อน ใจเราไปอยู่กับคนทุกข์ใจก็ถือว่า โอเค ถ้าไปกระหน่ำซ้ำเติมคนทำร้าย ไปยินดี มีแวบหนึ่งไหมที่อยากช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก สรุปคือสิ่งเหล่านี้มาจากการแยกแยะบาปบุญคุณโทษไม่เป็น ทำให้คนใช้โซเชียลทำบาปพอๆ กับได้ทำบุญ"

"ปัจจุบันมีองค์กรทยอยนำวัฒนธรรมศีล 5 ไปใช้ในองค์กรแล้ว เช่น เครือสหพัฒน์ทำเรื่องนี้เป็นปีที่ 3 คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา ซีอีโอเครือสหพัฒน์เน้นเรื่องการเป็นองค์กรปลอดบาป ซึ่งก็สร้างการยอมรับได้ง่าย ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นคนศาสนาใด ผลที่ได้รับคือทุกคนสุขภาพดีขึ้น งานดีขึ้น ลูกน้องดีขึ้น"

ที่มา: posttoday.com

มีส่วนร่วมในเครือข่ายทางสังคม:

ความคิดเห็น - 0