Receive up-to-the-minute news updates on the hottest topics with NewsHub. Install now.

บอกลาอดีตอันขมขื่น “แซม โชติบัณฑ์” ขอบคุณบทเรียนยาเสพติด ไม่มีวันนั้น ชีวิตอาจพังมากกว่าวันนี้

6 กรกฎาคม 2560, 4:48 น.
27 0

ชีวิตพังครืน ต้องเริ่มจากศูนย์ เปิดชีวิตฟ้าหลังฝน “แซม โชติบัณฑ์” ร่วงเพราะยาเสพติด เผยสิ่งที่เสียใจที่สุดไม่ใช่โดนแบนจนต้องออกจากวงการ แต่ทำให้นามสกุลต้องแปดเปื้อน ทั้งที่วงศ์ตระกูลเคยสร้างชื่อเป็นแชมป์มวยไชยา ใช้ไตรกีฬากู้ภาพลักษณ์เพื่อคุณแม่และคุณตา ขอบคุณบทเรียน ถ้าไม่มีวันนั้น ชีวิตอาจพังมากกว่าวันนี้ .

“กลับมาอยู่หน้าจอ ก็คุ้นเคยนิดหนึ่ง แปลกๆ นิดหน่อย ไฟมันเยอะ สีสันเยอะแยะ ลืมความรู้สึกแบบนี้มาหลายปีแล้ว 5 - 6 ปีแล้ว ถามว่าทำไมตัดสินใจกลับมาอยู่บนหน้าจออีก ไม่เคยห้ามตัวเองไม่ให้ออก แต่มันเป็นจังหวะ เป็นโอกาสพอดีช่วงนี้ ช่วงนี้พีกฟอร์มอยู่ เล่นไตรกีฬา อาจจะมีคนสงสัยว่าใช่ดารารึเปล่า ไม่ได้ไปต่างประเทศ อยู่ที่ไทยมาตลอดตั้งแต่หายไปครับ ถามว่าหายไปจากวงการบันเทิงนานเท่าไหร่แล้ว ประมาณ 6 ปีครับ”

“ที่หายไปเพราะตอนนั้นมีปัญหาเรื่องยาเสพติดครับ จำได้ว่าช่วงนั้นน้ำท่วมหนักๆ ปี 2554 ตอนนั้นผมเน้นไปทางเป็นนักร้อง นักดนตรี มีวงดนตรี ค่อนข้างไปเที่ยวดึก ปาร์ตี้ ไปอยู่กับกลุ่มคนที่อยู่กับความเสี่ยงตรงนี้มาก ผมก็อยู่ในสถานการณ์แบบนั้นบ่อย จนถึงวันหนึ่งที่น้ำท่วมเยอะๆ ผมนั่งรถไปกับแฟน แฟนตอนนั้นก็อยู่ในสถานการณ์พวกนี้เหมือนกัน แล้วเราเจอด่านตอนขับรถอยู่ พอดีมียาเสพติดอยู่บนรถ แล้วเราโดนตรวจ ก็เจอสถานการณ์นั้นในตอนนั้น”

“จริงๆ แล้วทั้งคู่ไม่ได้เสพยานี้ แต่มันเป็นอะไรที่อยู่ในชีวิตเรา ไม่ได้เสพนะ แต่มันอยู่ในรถที่เราอยู่ เราเลยกลายเป็นคนที่เกี่ยวข้อง รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากช้อยส์ที่เราเลือกเอง เราเลือกที่จะไปเป็นนักดนตรี เลือกที่จะอยู่กับสิ่งแวดล้อมนี้ เป็นคนที่ถ้าทำอะไรสักอย่าง เราจะอินกับมันมากๆ ไม่ว่าจะเป็นกีฬา การแสดง หรือดนตรี เราจะติดกับมันเลย เราจะต้องตัดออกให้ขาดเลย ไม่งั้นจะอยู่กับมันตลอด พอเจอเรื่องตำรวจ เลยเป็นจุดเริ่มต้น เริ่มจากศูนย์เลย คืองานหายไปหมดเลย สิ่งที่เราสร้างขึ้นมา ภาพลักษณ์ที่เราสร้างขึ้นมาหลายปีมากก็หายไปหมดเลยทันที”

“ช่วงนั้นมีความรู้สึกเสียใจเพราะเรารู้สึกว่าไม่มีใครช่วยเราได้จริงๆ จะมองว่ามีเพื่อนๆ ที่นี่มั้ยที่จะอยู่เป็นเพื่อนเรารึเปล่า เราก็จะดูออกว่ามีใครที่เป็นเพื่อนเราจริงๆ แล้วใครที่หายไปจากเราเลย ไม่อยากยุ่งกับเราแล้วเพราะเรามีชื่อเสียงที่ไม่ดีแล้ว”

“มันก็เป็นบทเรียน อย่าไปเกี่ยวข้องกับอะไรพวกนี้ อะไรที่มันผิดกฎหมาย มันอันตรายกับตัวเราเอง เรื่องสุขภาพด้วย เรื่องกฎหมายด้วย คือเป็นบทเรียนที่ถ้าเกิดผมไม่ได้เจอแบบนั้น ผมก็คงไปไกลกว่านี้อีก อาจเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้น ทุกอย่างหยุดหมดเลย ไม่งั้นอาจจะเสพแล้วอาจจะไม่กลับมาก็ได้ อาจเป็นจุดที่ทำให้โอเคหยุด พอแล้วครับ”

“ยาบนรถเราก็ไม่ใช่ของเรา จริงๆ เราติดที่โรงแรมเพราะน้ำท่วมอยู่ แล้วเพื่อนของเพื่อนให้เราไปเอาของจากที่อื่น เราไปเป็นเพื่อนแฟนเฉยๆ คือแฟนไปคนเดียว เราก็ไปเป็นเพื่อนแฟนครับ ถึงจุดนั้นไม่ค่อยมีใครฟังแล้วเพราะหลักฐานที่เขามี เขาก็มีแค่เป็นถุงเล็กๆ ซึ่งมันเป็นเศษๆ ไม่ได้เป็นจำนวนเยอะ แต่ว่าเป็นยาเสพติดอยู่ ถือว่าผิดกฎหมาย ก็ไปจ่ายค่าปรับ 15,000 บาท ตอนนั้นเขาก็ให้ไปตรวจปัสสาวะ ผลออกมาก็คลีนครับ ก็ไม่ติดคดีครับ แต่จะติดตามความประพฤติครับ แล้วก็กลับมาเช็กมาตรวจครับ”

“ผมคิดว่าผมเป็นคนที่อาจจะอึดอัดกับสิ่งที่ถ้าอยู่กับที่ อย่างเช่นการแสดงจริงๆ มันไม่ใช่ธรรมชาติของผม ผมรู้สึกว่าอึดอัด มันไม่ใช่ตัวตน ตอนนั้นเราอาจจะพยายามหนีออกจากตรงนั้นให้ได้ เบรกเอาต์ไปทางดนตรีเพราะเราชอบอะไรแบบนี้มากกว่า แต่มันถึงจุดพีกตอนที่โดนจับอยู่ แต่อาจจะเป็นเหมือนเราฆ่าอนาคตตรงนั้นให้ตัวเองเพื่อหลุดออกจากตรงนั้นให้ได้”

“จริงๆ ตอนโดนจับก็ไม่ได้เป็นนักแสดงตัวท็อปแล้ว มีงานบ้างครับ ถ้าไม่มีอะไรมาหยุด เราก็ไปต่อได้ ก็ไปอยู่ตามวงการที่มันมีสิ่งแบบนี้อยู่แล้ว เพื่อนๆ ก็ชวนให้ลองโน่นนี่ ต้องมีอะไรเกิดขึ้นเพื่อที่จะหยุดมันให้ได้”

“ตอนนั้นรู้สึกว่าเราลองใช้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง ตอนที่ไปอัดเพลงก็มีใช้บ้างเพื่อที่จะหาอารมณ์หรือไอเดียใหม่ๆ ซึ่งมันช่วยเยอะ เพลงก็เลยขายไม่ดีเพราะมันมากไปหน่อย (หัวเราะ) ผมเป็นคนที่ถ้าจะทำอะไรก็จะทำที่ผมชอบเอง ไม่ได้ออกมาเพื่อเอาใจคนฟังมาก อาจจะเป็นอัลเทอร์เนทีปมากไปหน่อย ชอบทำอะไรที่เราชอบเอง เป็นอาร์ตๆ อะไรแบบนี้”

“ตอนนั้นยังมีสัญญาที่อาร์เอส เขาก็ปล่อยให้เราทำในสิ่งที่อยากทำ มีอะไรก็ลองเสนอให้เขา ช่วงแรกๆ ที่อยู่อาร์เอส เขามีโครงการสำหรับวงใหม่ แต่พอหัวหน้าย้ายไปอยู่ที่อื่น เราก็เหมือนดองไว้ที่นั่น 6 ปี งานก็ไม่ค่อยมี หางานสำหรับวงแบบนี้มันหายากเพราะไม่รู้จะเอาไปให้ใครฟัง ไม่ได้เน้นภาษา ไม่ได้เน้นเนื้อร้องเหมือนเพลงไทยทั่วไป เน้นดนตรี มันจะลึกหน่อย มันจะเป็นอะไรที่เฉพาะทางจริงๆ”

“เราไม่เคยมองว่ามันสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เพราะว่ามันสำเร็จในเรื่องของความอาร์ต ศิลปะ คุณภาพ โปรดักชั่น แล้วก็ดูยอมรับในวงการของเรา คือนักดนตรีที่อยู่ในวงการเขาก็ยอมรับในสิ่งที่เราทำ แต่มันเป็นอะไรที่ไม่ใช่ทุกคนจะชอบ คือขายให้ทุกคนไม่ได้หรอกแนวนี้ มันไม่ใช่ตลาด เราก็ไม่ได้ติดยาว แต่มีช่วงหนึ่งที่เคย ช่วงที่อัดเพลงอาจจะเล่นเยอะหน่อย ซึ่งอาจจะมากเกินไป”

“ช่วงนั้นยังเล่นกีฬาอยู่ แต่คือไปเที่ยวดึก แล้วก็มีช่วงที่เป็นดีเจด้วย เปิดแผ่นตามงานอีเวนต์ตามปาร์ตี้ก็มี คือมันหลีกเลี่ยงยาก ทุกวันนี้ไม่รู้เป็นยังไงบ้าง เพราะผมไม่ได้เที่ยวมาไม่รู้กี่ปีแล้ว ตอนนี้อยู่สมุทรปราการ ถ้าจะเข้ากรุงเทพฯ ก็คืออย่างวันนี้ ถ้าไม่มีงานอะไรก็ไม่ได้เข้ามาเลยอยู่แต่ที่นั่นเลย ก็เลยไม่มีเวลาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นแล้ว วันที่ต้องจ่ายหมื่นห้า เราก็หยุดทุกอย่าง”

“ตอนนั้นไม่ได้อยากให้ใครช่วย แต่หวังว่าจะมีคนให้โอกาสนิดหนึ่ง ตอนนั้นทำงานเป็นวิทยากรสอนหลักสูตรธุรกิจด้วย แล้วกำลังจะไปสอนพวกแบงก์ KTB, SCB, กรุงศรีฯ เกี่ยวกับพวกการเป็นผู้นำ กลยุทธ์ การคิดสร้างสรรค์เราก็จะคอยสอนโน่นนี่นั้นนิดหน่อย พอเกิดเรื่อง เพื่อนเป็นเจ้าของบริษัท เขาก็ยืนยันว่าเราไม่ได้ใช้ แต่เราไปเกี่ยวข้อง แต่ยังไงทางองค์กรรับไม่ได้ เขาต้องให้เราแบบกลายเป็นเบื้องหลังมากกว่าตอนนั้น”

“ตอนนั้นไม่มีงานในวงการเลย หยุดทันทีเลย ตอนนั้นถ่ายละครอยู่เขาก็ต้องไปถ่ายใหม่หมดเลย ตอนนั้นเขาเอาแมทธิว ดีน มาเล่นแทน ส่วน RS ก็ไม่ได้สนอะไรเราเลย(หัวเราะ) คือเราเซ็นสัญญากับเขาเมื่อปี 2006 - 2007 แล้วก็ต่อสัญญาเป็น 6 ปี สัญญาผมหมดไปเมื่อปี 2013 แต่เรื่องมันเกิดปี 2014”

“คือเราก็ต้องยอมรับให้ได้ จะสู้ให้คนเปลี่ยนความคิดมันยาก อย่างพวกหลักฐานที่เขาเจอมันไม่ชัดเจนแล้วสิ่งที่เขาเขียนในสื่อ ในหนังสือพิมพ์ เขาพยายามเขียนให้มันดูแย่กว่าเดิม แทนที่จะเขียนว่าเป็นโคเคน แต่เขาเขียนว่าเป็นเฮโรอีน ซึ่งผมรู้สึกแย่ตรงนี้ ก็เลยอ๋อ เขาอยากให้เราดูยิ่งแย่กว่าเดิม (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้จะสู้ทำไม จริงๆก็เสียใจตรงนี้มากกว่า แต่ไม่ได้เสียใจที่โดนแบน เพราะก็ต้องยอมรับว่าเราก็ผิดที่อยู่ในสถานการณ์แล้วมันก็เกิดจากสิ่งที่เราเลือกไว้ตลอดมา ก็เป็นเส้นทางชีวิต และเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตด้วย ก็อาจจะถือว่าโชคดีที่ได้เจอตรงนั้น เราก็มีบอกนะว่าไม่ใช่เหมือนในข่าว แต่ว่าหลังๆ ก็รู้สึกว่าเงียบไปเลย หายไปเลยดีกว่า ตอนนั้นงานก็หายไปแล้ว แต่ก็ยังทำงานวิทยากรได้ เป็นคนออกแบบหลักสูตร เป็นเบื้องหลัง”

“ชีวิตตอนนั้นก็เหมือนตอนก่อนเข้าวงการ เราก็กลับไปเป็นแบบนั้น ก็ไม่ได้คิดว่าต้องไปหางานในวงการตอนนั้นก็รู้สึกว่ามันยากมากที่ต้องอยู่ในวงการนี้มาตลอดชีวิต มันยากและต้องยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อที่จะเข้ากับวงการและอยู่ต่อไป คิดว่าทำไม่ได้”

“ก็มีความสุขมากกว่าตอนอยู่ในวงการครับ (อยู่ในวงการมันทำให้ไม่เป็นตัวเองมากขนาดนั้นเลย?) ใช่ คือผมอึดอัด และก็โดยธรรมชาติผมเข้ากับคนยากอยู่แล้ว การคุยกับคนอื่นยิ่งเป็นภาษาไทยเวลาเล่นละคร เราก็ต้องมีแปลในหัว ซึ่งมันก็เครียดนิดหน่อย ยิ่งตอนถ่ายละครมันเป็นงานที่เครียด แล้วก็จะมีคนคอยบอกว่าพูดไม่ชัดๆ เราก็พยายามมากที่สุดแล้วให้พูดชัด และจำบทให้ได้ แต่ยังไงก็พูดให้เหมือนคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ก็เลยกดดัน แต่ก็เป็นช่วงที่รู้สึกโชคดีที่ได้ลองทำดู เพราะว่าโอกาสนี้มันไม่ค่อยมีหรอก"

“ถ้าย้อนกลับไปเราก็ไม่เสียดาย เพราะว่าผมได้ไปลองทำหลายอย่างมาก ดีแล้วที่ออกมา ไม่ต้องเป็นพระเอกดีกว่าเป็นผู้ร้ายก็ได้ดีกว่า”

“ตอนนี้กำลังถ่ายละครอยู่เรื่องหนึ่ง แสดงเป็นผู้ร้ายนิดหนึ่ง เล่นเป็นแวมไพร์ ตอนนี้เพิ่งเริ่มถ่ายหน้าจะออนแอร์หลังปีใหม่ครับ กลับมารับเพราะเราว่าง มีเวลาสามารถแบ่งเวลาได้นิดหนึ่ง อีกอย่างเรื่องนี้มีคิวถ่ายน้อยอาจจะอาทิตย์ละครั้งยังมีเวลาทำอย่างอื่นได้เต็มที่อยู่ ขออยู่ในจออีกนิดหนึ่งก็เป็นอะไรที่น่าจะส่งเสริมธุรกิจตรงนั้นได้ดีเหมือนกัน”

“จุดเริ่มต้นคือเพิ่งจะเริ่มต้นเล่นไตรกีฬาแล้วติดและเห็นผลตัวเองถือว่าโอเคในเวลาที่สั้น ถ้าเปรียบเทียบกับเบอร์หนึ่งเขาก็เล่นมา 14 - 15 ปีแล้ว ผมเพิ่งเล่นไปนิดๆ แล้วแพ้เขานิดเดียวเอง ผมเลยมั่นใจว่าสามารถคว้าที่ 1 ได้ (ยิ้ม) มั่นใจว่าอีกไม่นานได้เทรนเยอะและทุกวันนี้เหมือนเราจะขึ้นเลเวลใหม่เรื่อยๆ ยังไม่ถึงจุดพีกก็เลยจะไปให้ถึงจุดพีกแล้วค่อยลาจากวงการไตรกีฬา (หัวเราะ)”

“เราก็เป็นที่รู้จักในวงการไตรกีฬา เพราะเราก็เป็นตัวท็อปเหมือนกัน ถามว่ามาเป็นโค้ชได้ยังไง ตอนที่เริ่มมาเล่นไตรกีฬาผมทำงานประจำอยู่ที่บริษัททำแอปดูหนังออนไลน์ ทำเกี่ยวกับคิดไอเดียสร้างสรรค์สำหรับการตลาดของเขา ตอนเช้าก็ไปซ้อมก่อนไปทำงาน ตอนเย็นก็กลับไปซ้อมต่อแต่เราเริ่มที่จะชอบไตรกีฬามากเกินไปและก็อินกับมัน และการที่จะอยู่กับที่บนโต๊ะหน้าคอม มันจะอึดอัดมาก ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ เราจะไปซ้อม จนตัดสินใจว่าถ้ามันอึดอัดและไม่มีความสุขออกจากงานดีกว่า แล้วก็ลองดูว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อที่จะเป็นนักไตรกีฬามืออาชีพได้”

“คือทุกวันนี้นักไตรกีฬาก็จะเจอปัญหาเหมือนกันหมด ว่าจะอยู่ได้ยังไงไม่ใช่ว่าเป็นนักไตรกีฬาแล้วจะได้ตังค์ ส่วนมากสปอนเซอร์ที่เขาได้กัน เขาไม่ได้ให้ตังค์ส่วนมากเขาจะให้ของใช้ อย่างเช่นรองเท้า 2 คู่ แว่นกันแดด ซึ่งวงการนี้กำลังพยายามโตอยู่ แล้วนักไตรกีฬาก็ยังขาด Support ตรงนี้อยู่ ก็เลยเป็นชาเลนจ์ว่าเราอยากจะทำแบบนี้เราต้องทำอะไรเสร็จสักอย่างขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นแวลู่สำหรับคนอื่นที่ขายได้ เราเคยเป็นโค้ชสอนหลักสูตรธุรกิจอยู่แล้ว เลยพยายามเข้าใจตัวเองและรู้จักตัวเองให้มากขึ้นว่าจริงๆ แล้วคุณค่าของตัวเองอยู่ตรงไหน เราคิดมานานรู้สึกว่าคุณค่าที่เราสามารถแชร์กับคนอื่น คือสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ด้วยการกระทำด้วยการแข่งกีฬามันสามารถยกคนขึ้นมาได้ มันสร้างพลังให้เขาได้เหมือนกัน”

“ถามว่าเราเอาเงินมาจากไหน ก็จะมีเซอร์วิชเป็นโค้ดดิ้งขาย เป็นออกแบบแผนการซ้อมออนไลน์ และทุกวันนี้ก็มีอยู่ 2 เซอร์วิช คือเป็นโค้ชตัวต่อตัวเราจะคิดเป็นแพ็กเกจมันจะคล้ายๆ เทนเนอร์ แต่จะเฉพาะทางมากกว่าเน้นไปทางเทคนิคว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน วิ่ง และจะมีเขียนแผนออนไลน์ ซึ่งทุกวันนี้ก็จะมีแบ่งไปสอนส่วนตัวบ้าง แต่มันก็จะเริ่มออนไลน์ได้ คือถ้าดูแลมันดีๆ มีผลงานออกมาดี คนก็อาจจะซื้อเป็นแพ็กเกจแบบ 3 เดือน ช่วงแรกๆ มันจะช้าหน่อยคือลองทามาร์เก็ตติ้งทางเฟซบุ๊ก แต่ว่าไม่มีอะไรดีเท่าการบอกปากต่อปากได้ ก็เลยโอเคต้องช้าหน่อยต้องใจเย็น คือถ้าดูแลเขาให้ถึงเป้าหมาย เขาก็ต้องไปพูดกับเพื่อนเพื่อนต่อไปอะไรแบบนี้ครับ”

“ชีวิตที่เราตัดสินใจเลือกก็โอเคดีครับ ท้าทายดี (ถ้ามองย้อนกลับไปในมุมที่เราเคยเป็นพระเอก เคยเล่นนักดนตรี เคยติดยา จนมาเป็นนักไตรกีฬาวันนี้มองมันยังไงบ้าง?) ก็สนุกดี (หัวเราะ) ก็เคยลองมาทุกอย่างแล้ว และยังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่เคยลอง เรามีเวลาอยู่บนโลกนี้แค่ไม่นานเอง อะไรที่เราแย่ก็ลองไปแล้ว อะไรที่ดียังมีอีกเยอะ ที่อยากจะลอง ถ้าเราไม่ลองเสพวันนั้น วันนี้ก็ไม่แน่ ถ้าไม่ได้หยุดตอนนั้น อาจเจอทางที่ตันกว่านี้ แต่มีคนที่เป็นกำลังใจ พ่อแม่ก็เป็นกำลังใจให้ตลอดให้เราสู้ต่อไป”

“ตอนที่เล่นไตรกีฬาอาจจะมีเรื่องนี้อยู่ในหัวด้วยนิดหนึ่งคือผมใช้นามสกุลของแม่ เอาไปใช้ในวงการ แล้วทำให้ชื่อเสียงเสียเลย ชื่อว่าโชติบัณฑ์มาจากคุณตาของผม ซึ่งเป็นแชมป์มวยไทยไชยาสมัยก่อน ตอนนั้นก็รู้สึกว่าผมทำให้โชติบัณฑ์เสียหาย มันแย่มากผมเลยต้องทำอะไรสักอย่างให้ภาพลักษณ์คืนมาให้ได้สำหรับคุณแม่และคุณตาด้วยครับ สิ่งเดียวที่ผมรู้คือกีฬา เพราะผมเล่นกีฬามาตลอดและสิ่งที่ทำตอนเด็กที่ทำให้แม่เหมือนภูมิใจในตัวเรา น่าจะเป็นสิ่งผมต้องเน้นเป็นสิ่งที่ธรรมชาติของผมมากที่สุด ก็เลยพยายามเน้นไปทางนั้นมากกว่า ก็เลยพยายามกอบกู้มันกลับมาตอนนี้โชติบัณฑ์กลับมาแล้วครับ (หัวเราะ)”

ที่มา: manager.co.th

มีส่วนร่วมในเครือข่ายทางสังคม:

ความคิดเห็น - 0