Receive up-to-the-minute news updates on the hottest topics with NewsHub. Install now.

ปนิตา ตันติวัฒนวัลลภ นักวิ่ง-สาวเคยซ่า-ขาปาร์ตี้ กับการเดินทางผ่านมะเร็ง

18 กันยายน 2559, 2:55 น.
54 0

ไม่มีใครรู้ แม้แต่หมอก็ยากจะเดาว่าสิ่งที่เธอตัดสินใจที่จะรับทุกอย่างเพราะอยากหายเร็วนั้น คือหนึ่งความผิดพลาดเหมือนกำลังผลักตัวเองให้ไปตาย “ไม่ว่าคุณจะอยากหายเร็วแค่ไหน คุณต้องให้เวลาร่างกายได้ฟื้นฟู ให้เขาได้เรียนรู้ แต่ปลาไม่ให้โอกาสร่างกายตัวเอง นั่นหมายความว่าสัปดาห์แรกที่ปลาเข้ารับการฉายแสงด้วยรังสีรักษา จากนั้นปลาเข้ารับคีโมต่อทันที ช่วงแรกไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ เดือนแรกปลายังคงแต่งตัวสวย แต่งหน้าสวย ขับรถไปไหนมาไหน ไปโรงพยาบาลเอง ทุกอย่างปกติจนเหมือนไม่ป่วย เป็นเรื่องที่เรายังสนุกสนานอยู่ ยกเว้นว่าจะมีผลข้างเคียงเล็กๆ น้อยๆ จากการรักษาบ้าง คือ อาเจียน มีอาการเหมือนที่หมอบอกทุกอย่าง ยกเว้นผมร่วง ทั้งๆ ที่ปลาไปตัดผมรอไว้แล้ว ยังเป็นสาวซ่า และยังคงทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ”

“ปลาช็อกหมดสติ อีกนิดเดียวเชื้อก็จะเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งจะทำให้เราตายได้เลย แต่โชคดีมากที่คุณพ่อมาเห็นเหตุการณ์พอดี คืนนั้นเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งตื่นมาแล้วเห็นว่าสายอะไรต่อมิอะไรระโยงระยางพาดเต็มตัวไปหมด จุดเปลี่ยนอยู่ที่เมื่อร่างกายของผู้ป่วยอ่อนแอมาก แพทย์ก็ต้องหยุดการรักษาอาการมะเร็งไว้ เพื่อที่จะนำร่างกายของเราให้ฟื้นกลับมาได้ก่อน จากนั้นทุกอย่างทรุดฮวบลงไปเลย จากคนที่พอจะช่วยเหลือตัวเองได้ หลังจากเหตุการณ์นั้นปลาทำอะไรไม่ได้เลย ต้องมีพยาบาลพิเศษที่ต้องหิ้วเราไปทุกที่ ต้องมีคนทำให้ทุกอย่าง”

ภาพเก่าๆ ของสาวคนหนึ่งที่สวย แข็งแรง จากคนที่เคยวิ่ง เคยซ่า เคยใช้ชีวิตอย่างสง่าผ่าเผย ต้องกลายมาเป็นซากที่นอนหายใจต่ำๆ บนเตียง “ตอนนั้นอย่าว่าแต่ความสวย ความเป็นมนุษย์ก็ยังเหลือน้อย ปลาไม่มีแรงแม้จะพยุงตัวขึ้นมา เท่านั้นยังไม่ร้ายแรงเท่ากับใจเราที่ทรุดลงไปด้วย มีอยู่วันหนึ่งปลามองกระจกแล้วปลาก็เขวี้ยงทุกอย่างใส่กระจก เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นตอนนั้นเราคิดว่ามันคือซาก คิดต่อว่าเราต้องตายแน่นอน ไม่มีทางรอด หรือต่อให้รอดก็ไม่ได้สภาพคนเดิมกลับมา ถ้ามีชีวิตอยู่แล้วจะอยู่อย่างง่อยๆ อย่าอยู่เลย ตายดีกว่า ชีวิตจิตใจตอนนั้นปิดทุกประตู ปฏิเสธการรับยา หรืออาหารทุกอย่าง”

“ตอนนั้นทำให้เราเปิดใจและหันไปมองแม่ คนที่พยายามรักษาชีวิตเราไว้อย่างดีที่สุด เขาดึงชีวิตปลากลับมาใหม่อีกครั้ง จังหวะที่คิดได้เราก็ไม่รู้จะหายไหม อาจจะตายก็ได้ แต่วันนี้ยังหายใจอยู่ ยังเห็นเข็มนาฬิกาขยับไปจังหวะเดียวกับหัวใจที่เต้นอยู่ ณ วันนั้นก็หันมารักร่างกาย ปลาก็เลยเข้าไปกอดแม่ และหันกลับมาฟื้นฟูตัวเองอีกครั้ง เป็นเวลากว่า 2 เดือนที่ปลาฟื้นฟูร่างกายให้พร้อมสำหรับการรักษาต่อไป เราก็เจอกับผลข้างเคียงจากการรักษาประมาณหนึ่ง แต่ก็ผ่านไปจนกระทั่งจบการรักษา”

“พอเราจบการรักษา หมอบอกว่าเราจะต้องไปฟื้นฟูตัวเอง หมอบอกว่าหมอรู้ว่าคุณรีบ แต่ไม่ต้องรีบนะ ค่อยเป็นค่อยไป ตอนนั้นก็ยังงงๆ ปลาก็ทำทุกอย่างเลย ไปเข้าวัด ทำสมาธิ กลับบ้านที่ภูเก็ต อยู่กับอากาศบริสุทธิ์ กับทะเล อยู่กับครอบครัว กับสัตว์เลี้ยง จากนั้น 3 เดือนก็กลับมาที่กรุงเทพฯ”

วันที่เธอตั้งใจจะออกสตาร์ทใหม่อีกครั้งด้วยการวิ่ง คนที่ฉุดเธอให้ออกเดินก็ยังเป็นคุณพ่อ “ปลานั่งมองรองเท้าวิ่งตัวเองที่คอนโด พ่อชวนไปสวนลุม บอกว่าไปวิ่งกัน จำได้ว่าวันที่ไปสวนลุม อย่าว่าแต่วิ่งเลย แค่เดิน 300 เมตร ปลายังทำไม่ได้เลย ปลาจำเก้าอี้ตัวนั้นที่สวนลุมได้จนทุกวันนี้ ปลาโผไปหามันเพราะปลาไม่มีแรง จากนั้นก็นั่งร้องไห้ ในจังหวะนั้นจิตใจมันหมดไปอีกครั้ง เพราะเราเคยวิ่งได้ แต่วันนี้แม้แต่เดินก็ยังทำไม่ได้ ใจจะขาด เหมือนจะตาย คิดว่าตัวเองจะมีชีวิตเป็นภาระของคนอื่น (อีกแล้ว) พ่อถือขวดน้ำเดินมาหาแล้วบอกว่า ไม่เป็นไรนะ ค่อยๆ เดินไป เดี๋ยวพ่อจะเดินไปก่อนให้ลูกค่อยๆ เดินตามมา”

ภาพของพ่อที่ยืนรอเป็นเส้นชัยเมื่อลูกหัดเดินทีละก้าวย้อนกลับมาให้เธอเห็นอีกครั้ง “ปลานั่งบนเก้าอี้อีกสักพักหนึ่ง ก็ถามตัวเองว่าเราจะอยู่แบบคนป่วย ไข่ในหิน และหยุดทำในสิ่งที่อยากจะทำ กับเก้าอี้เอ๋ย! พรุ่งนี้ฉันจะมาใหม่ และฉันจะเดินผ่านเธอไปให้ได้ ปลาตัดสินใจทำตามความคิดที่สอง วันต่อมาก็ไปสวนลุมอีก ค่อยๆ เดิน ทุกวันปลาจะมองที่เก้าอี้ตัวนี้ วันที่เราเดินผ่านเขาไปได้ เราก็ถือว่าทำสำเร็จ เป็นอย่างนี้ทุกวัน ภายใน 1 เดือน ปลาก็กลับมาเดินสลับวิ่งรอบสวนลุมได้”

“พอปลากลับมาวิ่งได้ สิ่งที่ปลาได้ทุกครั้งจากการวิ่งไม่ใช่เรื่องความเร็วหรือสถิติ มันสอนให้ปลารู้ว่าทุกๆ ก้าวที่ปลาก้าวไป สอนให้ปลาอยู่กับลมหายใจในปัจจุบันของปลา อยู่กับความสุขทุกลมหายใจของตัวเอง มะเร็งและการวิ่งเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับปลาตลอด 7 ปีที่ผ่านมา สอนให้ปลาอยู่บนความรัก อยู่บนปัจจุบัน และอยู่บนทุกวินาทีทุกลมหายใจให้มันมีความสุขและพลังมากที่สุด เราก็มีความเครียดในภาระการงาน แต่ว่ามันจะทำให้เราคิดได้ และไม่จมกับสิ่งนั้นนานนัก”

ที่มา: posttoday.com

มีส่วนร่วมในเครือข่ายทางสังคม:

ความคิดเห็น - 0