Receive up-to-the-minute news updates on the hottest topics with NewsHub. Install now.

"ประชามติต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า" จตุพร พรหมพันธุ์

19 มิถุนายน 2559, 0:50 น.
15 0
"ประชามติต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า" จตุพร พรหมพันธุ์

จตุพรได้เล่าถึงที่มาของการตั้งศูนย์ปราบโกงว่า เพราะรู้สึกว่าการเขียนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เอาเปรียบและปิดช่องฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต่อร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่รัฐใช้กลไก ครู ก. ครู ข. ครู ค. รวมถึงข้าราชการที่ร่วมเป็นล้านคน ที่จะไปช่วยกันทำความเข้าใจต่อร่างรัฐธรรมนูญ ได้แต่ฝ่ายที่ไม่รับและไม่เห็นด้วย กลับไม่มีช่องทางในการแสดงความคิดเห็นหรือขับเคลื่อนอะไรได้ นปช.ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่ใช่พวกเป็นกลาง และประกาศตั้งแต่ต้นแล้วว่า “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ”

“ศูนย์ปราบโกงประชามติเป็นที่รู้จักและรับรู้ มาจาก คสช.เอง คนที่สร้างมูลค่าความน่ากลัวให้ก็คือ คสช. ซึ่งเปรียบเสมือนเขียนเสือจนตัวกลัวเอง ไม่ใช่ให้วัวกลัว ดังนั้น ที่ศูนย์แห่งนี้ดูน่ากลัว พล.อ.ประยุทธ์ (จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) พล.อ.ประวิตร (วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี) และ พล.อ.อนุพงษ์ (เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย) มาช่วยเป็นพรีเซนเตอร์ให้ จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องใหญ่และสั่นสะเทือนไปหมด”

สื่ออาวุโสบางคนบอกว่า คสช. กินเบ็ดที่ไม่มีเหยื่อของ นปช. แต่เราบอกว่าไม่ได้กินเบ็ด แต่กินคันเบ็ดที่ไม่มีสาย เพราะเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. เมื่อประกาศตั้งศูนย์ปราบโกงแล้ว คสช.ฉลาดสักหน่อยที่จะบอกว่าดีแล้ว จะได้ร่วมมือกัน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ไม่มีปัญหาอะไรที่จะมาช่วยกันจับโกง เท่านี้ก็จบ แต่ทันทีที่มองศูนย์ปราบโกงเป็นปฏิปักษ์ เลยกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์ จนบัดนี้ยังไม่เลิกพูดกัน .

“พล.อ.ประยุทธ์ คือรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจสูงสุด กฎคือข้า ข้าคือกฎ แต่ทันทีที่ พล.อ.ประวิตร ออกมาดุใส่ศูนย์ปราบโกงแล้วสั่งห้ามเปิด ปัญหาที่เกิดคือ พล.อ.ประวิตร ลืมตัวหรือไม่ว่าตนเองเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะเป็นพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ก็จริง แต่ในทางการปกครองตัวเองคือผู้ใต้บังคับบัญชา ลืมไปหรือเปล่าว่ามันไม่มีตำแหน่งซูเปอร์รัฏฐาธิปัตย์ หรืออัครรัฏฐาธิปัตย์ หรือแม้แต่ พล.อ.อนุพงษ์ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อรัฏฐาธิปัตย์บอกว่าตั้งได้ คนอื่นก็ต้องบอกว่าตั้งได้ เพราะฉะนั้นสำคัญที่สุดคือ เวลานี้เราจะฟังคำสั่งของ พล.อ.ประวิตร หรือ พล.อ.ประยุทธ์”

“ทราบกันดีว่าเวลานี้แต่ละจังหวัดมีการกดดันกัน ถ้าไปถามผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องบอกว่าชนะกันหมดอยู่แล้ว ความกดดันเหล่านี้ไล่เรียงลงไปยันประชาชน แต่เรามีนโยบายบอกประชาชนเราว่าอย่าไปเครียด อย่าไปปะทะ เรามีหน้าที่เปิด เขามีหน้าที่ปิดก็ว่ากันไป การที่ประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่านเวลานี้เป็นการเดิมพันด้วยตำแหน่งหน้าที่ ข้าราชการจะบอกว่าชนะทุกคน เพราะถ้าบอกว่าแพ้จะไปตั้งแต่วันนี้ แต่ถ้าบอกว่าชนะ คือยืดเวลาไป คือหลัง 7 ส.ค. ถ้าการลงประชามติไม่มีความกดดัน หรือไม่คิดจะทุจริตการโกง จะไม่ออกอาการวิตก จะไม่เครียด หรือเดือดร้อนกับศูนย์ปราบโกงมากถึงขนาดนี้”

“ฉะนั้น การลงประชามติครั้งนี้ นักการเมืองแทบจะไม่มีใครเสนอออกเสียงว่าควรให้รับไปก่อนและค่อยมาแก้ไขทีหลัง มีเพียงเฉพาะเสียงของสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เท่านั้น เชื่อว่าแม้แต่คนที่เคยร่วมกับสุเทพ ส่วนใหญ่ก็ไม่มีวันที่จะเดินตามหลังแล้ว โดยขอให้ไปวัดกันในวันที่ 7 ส.ค. วันลงประชามติ”

“โพลของผม คือ 1.ถ้าประชามติผ่าน บ้านเมืองจะไม่สงบสุข จะเริ่มปัญหาใหม่ วิกฤตใหญ่กว่าเดิม เพราะฉะนั้นจึงเป็นโพลจอมปลอม และเชื่อว่าผู้มีอำนาจรู้ด้วยว่าถ้าชนะต้องแสดงความเหนือกว่า หน้าตาสดใส ไม่ใช่หน้าหงิกงอ เหมือนแบงก์ยี่สิบถูกพับใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์” .

“ตอนนี้พวกผมกำลังพยายามคิดถึงวันที่ 7 ส.ค. จะเดินไปไม่ถึงเหมือนอย่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ตอนท้ายมีเรื่องของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ทาง คสช.ก็ยังไม่กล้าให้ผ่าน ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญครั้งนั้นยังเบากว่าร่างฉบับของมีชัยเสียอีก เพราะสภาพบ้านเมืองปัจจุบันช้ำกว่าเดิมมาก คสช.ก็รู้ดี ดังนั้นอาจมีการยกเลิกการทำประชามติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วง ซึ่งปัจจัยที่มาจะทำให้วันที่ 7 ส.ค.ไม่ผ่าน คือ 1.ใช้อำนาจมาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเหตุผลว่าบ้านเมืองมีการขัดแย้งกัน คนไทยจะตีกัน และถ้าหากทำประชามติต่อไปคนไทยอาจจะฆ่ากัน และ 2.การใช้เส้นทางศาลรัฐธรรมนูญยกเลิก”

ที่มา: posttoday.com

มีส่วนร่วมในเครือข่ายทางสังคม:

ความคิดเห็น - 0