Receive up-to-the-minute news updates on the hottest topics with NewsHub. Install now.

"พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก"บันทึกจากองคมนตรี "สวัสดิ์ วัฒนายากร"

27 พฤศจิกายน 2559, 2:46 น.
34 0
"พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก"บันทึกจากองคมนตรี "สวัสดิ์ วัฒนายากร"

“คืนวันที่ 10 ก.ค. 2545 เวลา 4 ทุ่ม 45 นาที เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะหัวเตียงของผมดังขึ้น ผมงัวเงียลุกขึ้นมารับสาย เป็นเสียงของท่านราชเลขาธิการ อาสา สารสิน แจ้งว่า เพิ่งออกมาจากเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่วังไกลกังวล มีพระราชกระแสทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผมเป็นองคมนตรี”

“ความรู้สึกของผมหลังจากที่ได้ยินครั้งแรกยากที่จะบรรยาย คงต้องเรียกว่า ตะลึงไปขณะหนึ่ง ผมคิดว่าหูคงเพี้ยนไป ถามย้ำหลายครั้ง ท่านราชเลขาฯ ยืนยันว่า เมื่อได้ยินครั้งแรก ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันต้องกราบบังคมทูลถามอีกครั้งจึงแน่ใจ หลังจากวางหูโทรศัพท์ ผมนอนตาค้างอยู่ประมาณสิบห้านาที ตัดสินใจโทรกลับไปหาท่านราชเลขาฯ ขอให้พูดซ้ำอีกที เรื่องพระราชกระแส เพื่อผมจะได้แน่ใจว่า เมื่อครู่นี้ไม่ได้ฝันไป” .

“พระองค์มีพระราชประสงค์ให้ผมมาช่วยในเรื่องโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับแหล่งน้ำซึ่งมีจำนวนมาก พระองค์ท่านทรงเล่าถึงโครงการต่างๆ ประโยชน์ที่จะได้รับ รวมถึงปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไข”

“ที่เขายากจนต้องมาทำมาหากินในพื้นที่แห้งแล้งเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะมา แต่เพราะเขาไม่มีที่อื่นจะไป ที่ฉันช่วยเขา ไม่ใช่ว่าจะช่วยตลอดไป แต่ช่วยเพื่อให้เขาได้มีโอกาสช่วยตัวเองต่อไป” .

พอรถออกจากบ้านกุดตอแก่น มัคคุเทศก์บอกให้เลี้ยวซ้าย ขับไปได้ราว 2-3 กิโลเมตร มัคคุเทศก์สั่งให้เลี้ยวขวาลงทางเกวียน ถนนขรุขระสุดๆ รถกระเด้งกระดอนแกว่งไปมา มืดก็มืด พวกเราชักใจเสีย เพราะรถยนต์พระที่นั่งและขบวนตามมาติดๆ สิ้นสุดทางเกวียน เราคิดว่าต้องมาผิดทางแน่ คงจะสื่อสารกันไม่เข้าใจหรืออย่างไร รถยนต์พระที่นั่งมาจอดใกล้ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ลงจากรถยนต์พระที่นั่ง ผมวิ่งไปถวายความเคารพ พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสถามว่า “อธิบดีจะพาฉันไปดิสโก้ที่ไหน?” ผมยิ้มแห้งๆ กราบบังคมทูลตอบว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบว่าที่นี่ที่ไหน พระพุทธเจ้าข้า”

“ผมเข้ารับตำแหน่งได้เพียงเดือนเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยัง พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ กรมชลประทานก็เปิดศูนย์รับเสด็จฯ ที่โครงการชลประทานนราธิวาส ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา เมื่อทราบว่าจะเสด็จฯ ออกทรงงานที่ใด พล.อ.เทียนชัย จั่นมุกดา กับ พล.อ.ท.สุพจน์ ครุฑพันธุ์ (ยศขณะนั้น) รองสมุหราชองครักษ์ จะรีบแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อออกไปตรวจพื้นที่พร้อมกำหนดจุดที่จะเสด็จฯ ในวันที่ 30 ก.ย. 2535 มีกำหนดจะเสด็จฯ ไปพื้นที่พรุแฆแฆ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นพรุเสื่อมโทรมขนาดใหญ่”

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.เทียนชัย จั่นมุกดา พร้อมกับเจ้าหน้าที่กรมราชองครักษ์เฝ้าฯ ทรงชี้ในแผนที่ 1 : 50,000 แล้วมีพระราชดำรัสว่า จะเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรปากคลองน้ำจืด ซึ่งมีศักยภาพที่จะสร้างอาคารเก็บน้ำจืดไว้ให้ราษฎรในหน้าแล้งได้ เจ้าหน้าที่ รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าของพื้นที่ ร่วมกันทัดทานว่า เสด็จฯ ไปไม่ได้ ทางที่ไปขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อเพราะเป็นหน้าฝน และจุดที่จะเสด็จฯ ไปรถยนต์เข้าไม่ถึง อยู่ห่างจากถนนประมาณเกือบหนึ่งกิโลเมตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสสั้นๆ ว่า “ฉันไปได้”

“สักครู่ก็ถึงบ้านใต้ถุนสูงของเจ้าของสวน ซึ่งเป็นชาวไทยมุสลิมอายุประมาณ 70 ปีเศษ นุ่งกางเกงสีน้ำเงินไม่สวมเสื้อ เห็นกล้ามเป็นมัดๆ แสดงอาการตื่นเต้น ดีอกดีใจเมื่อทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระดำเนินผ่านที่ของเขา ชายคนนี้คือ ลุงวาเด็ง รับอาสานำทางไปยังจุดที่มีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร คือ ปากคลองน้ำจืด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนำให้กรมชลประทานไปพิจารณารายละเอียด เพื่อสร้างประตูบังคับน้ำที่ปากคลอง เพื่อเก็บน้ำจืดไว้ใช้ในหน้าแล้ง” .

“หลังจากประทับอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง จึงเสด็จฯ กลับ โดยทรงแวะที่บ้านลุงวาเด็ง ช่วงนั้นมีสุภาพสตรีสามถึงสี่คน แต่งตัวคลุมศีรษะเรียบร้อยตามประเพณียืนรอเฝ้าฯ รับเสด็จ เข้าใจว่าเป็นครอบครัวของลุงวาเด็ง ลุงวาเด็งซึ่งยังคงอยู่ในชุดเดิม เฝ้าฯ กราบบังคมทูลฯ อยู่ข้างบ่อน้ำตื้น ซึ่งมีเครื่องสูบน้ำใหม่เอี่ยมวางอยู่ข้างบ่อ ลุงวาเด็งได้กราบบังคมทูลฯ เป็นภาษายาวี ว่า เป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวของเขา ที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จฯ มาถึงบ้าน แต่เสียใจเหลือเกินที่ไม่มีผลไม้ทูลเกล้าฯ ถวาย”

“เงาะกับทุเรียนที่ปลูกไว้ก็เพิ่งขายไป เหลือทุเรียนลูกเล็กๆ ห้อยต่องแต่งอยู่ลูกเดียว และยังดิบอยู่ เงินที่ได้มาสองหมื่นบาทก็เอาไปซื้อเครื่องสูบน้ำใหม่ที่เห็นวางอยู่ ผมจำได้ว่าเป็น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ที่กล่าวทำนองแหย่เล่นว่า “ไม่มีอะไรถวาย ก็ปั๊มน้ำนั่นไงล่ะ”

“ลุงวาเด็งแสดงอาการดีใจเหมือนเพิ่งนึกได้และกราบบังคมทูลฯ ว่า “ถวายเลย ขอถวายปั๊มน้ำ” พร้อมกับหันไปทางเจ้าหน้าที่ บอกว่า “ยกไปเลย ยกไปเลย” เสียงของลุงวาเด็งบ่งบอกถึงความจริงใจ ต่อมาเมื่อใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษา ลุงวาเด็งจะหอบหิ้วผลไม้ตามฤดูกาลเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวายเป็นประจำทุกปี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรียกลุงวาเด็งว่า “พระสหาย”

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมองปัญหาในมุมที่คนส่วนใหญ่มองไม่ค่อยเห็น และพระองค์ท่านจะทรงแก้ด้วยวิธีง่ายๆ ซึ่งได้ผลอย่างที่ไม่มีใครคาดถึง โครงการมูโนะ เป็นโครงการหนึ่งที่ผมได้อยู่ในเหตุการณ์ เพราะได้ติดตามอธิบดีมนัส ปิติวงษ์ ไปรับเสด็จที่นราธิวาส ในช่วงปี พ.ศ. 2518-2522 แม่น้ำโก-ลกเป็นเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ต้นน้ำเป็นเทือกเขาสันกาลาคีรี แม่น้ำไหลออกทะเลที่ อ.ตากใบ มีปัญหาน้ำท่วม อ.สุไหงโก-ลก และ อ.สุไหงปาดี เป็นประจำ ฝั่งมาเลเซียทำคันกั้นน้ำตลอดแนว น้ำแทนที่จะไหลล้นสองฝั่ง กลับล้นมาฝั่งเราฝั่งเดียว จึงท่วมหนักกว่าปกติ” .

ทุกคนในขบวนเสด็จฯ สังเกตเห็นได้ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชปฏิสันถารกับราษฎรและทรงซักถามในรายละเอียดด้วยพระพักตร์ที่เบิกบานผ่องใส ทุกข์ของราษฎร คือทุกข์ของพระองค์ท่าน คงไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงมีความสุขยิ่งไปกว่าความอยู่ดีกินดี รอดพ้นจากความยากจนของพสกนิกรของพระองค์ท่าน .

ผมจำภาพนี้ติดตาไม่มีวันลืมเลือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หันพระพักตร์มาที่พวกเรา แย้มพระสรวลแล้วมีพระราชดำรัสว่า “ฉันดีใจมาก” .

“ผมเป็นเพียงคนไทยคนหนึ่งที่มีบุญได้ปฏิบัติงานถวายการรับใช้ได้เบื้องพระยุคลบาทในช่วงสั้นๆ ยังมีข้าราชการและผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก ที่ได้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณในพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ”

“เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ผมคิดว่าเป็นบุญของประเทศไทยและคนไทยทั้งชาติ ที่เรามีพระมหากษัตริย์และพระราชินี สุดประเสริฐ ทั้งสองพระองค์ได้ทรงทุ่มเทและทรงตรากตรำพระวรกายอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 60 ปี ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ ที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลายๆ เหตุการณ์ที่ผมได้สัมผัสด้วยตนเอง และติดตาตรึงใจของผมมาโดยตลอด ราวกับว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เอง”

ที่มา: posttoday.com

มีส่วนร่วมในเครือข่ายทางสังคม:

ความคิดเห็น - 0