Receive up-to-the-minute news updates on the hottest topics with NewsHub. Install now.

‘พี่ชาลี’ของเด็กๆ ในสถานพินิจ

7 มกราคม 2562, 3:29 น.
123 0

“หน้าที่ของผมคือคัดกรองว่า เด็กต้องไปอยู่ที่ไหน และได้รับการดูแลอย่างไร ทั้งเรื่องการศึกษาและหาครอบครัวอุปถัมภ์ ปัญหาเด็กไม่ได้มีเฉพาะพ่อแม่ ยังมีเรื่องการเลี้ยงดูและยาเสพติด ถ้าเราไม่แก้ปัญหานี้ แล้วส่งไปให้ครอบครัวใหม่ ปัญหาก็ยังอยู่ เด็กก็จะถูกรังเกียจ เกิดปัญหาซ้ำซาก บางรายไปชวนลูกหลานครอบครัวอุปถัมภ์ติดยาอีก”

เท่าทีี่ผมทำงานมา กลุ่มที่เริ่มใช้สารเสพติดตั้งต้น คือ บุหรี่ เคยเจอกรณีเด็กอายุต่ำสุด 4 ปี เขาสูบบุหรี่เพราะมีตัวอย่างที่บ้าน พ่อแม่ พี่ ป้า น้า อา สูบบุหรี่ นี่คือ รากที่ส่งต่อถึงเด็ก ถ้าใครมีรากแบบนี้ต้องพูดคุยเรื่องนี้มากขึ้น เพื่อนผมที่เป็นหมอ เคยเล่าให้ผมฟังว่า “มีคุณแม่ท่านหนึ่งมาพบหมอ เพราะเป็นมะเร็งปอด ทั้งๆ ที่ไม่สูบบุหรี่ เมื่อเธอเสียชีวิต คุณหมอเข้าไปสอบถามเพื่อทำวิจัย พบว่า คนในบ้านสูบบุหรี่ทุกคน ทั้งๆ ที่ไม่ได้สูบในบ้าน แต่เวลาอยู่ในบ้าน ลูกชายกอดคุณแม่ นอนกับคุณแม่”

ผมก็ถามว่าเป็นไปได้หรือที่แม่สูดดมกลิ่นบุหรี่ไปด้วย เพื่อนผมที่เป็นหมอบอกว่า สารพิษที่ถ่ายทอดออกมา มีทั้งกลิ่นจากลมหายใจ เมื่อคุณรับกลิ่นเข้าไป จึงได้รับความเสี่ยงไปด้วย ถ้าอย่างนั้น อย่ากลายเป็นต้นเหตุให้คนที่เรารักจากไป”

สิ่งที่ผมเห็นคือ ส้มก้มหน้า แต่ร่างกายเต็มด้วยบาดแผล ผมเห็นรอยคัทเตอร์ที่แขน รอยเย็บจากมีดปลายแหลมปนกับรอยสัก ผมขออนุญาติเธอดูแผ่นหลัง ผมพบรอยเฆี่ยนตี และที่น่ากลัวคือรอยสักชื่อคน”

“แล้วข้อมูลเหล่านี้มาหลอกหลอนเธอได้ไง ในรอยสักของส้ม ผมพบชื่อๆ หนึ่ง เธอบอกว่าเป็นชื่อแรกที่ข่มขืนเธอตอนอายุ 6 ปี และอีกชื่อเป็นคนข้างบ้านที่ข่มขืนเธอตอนอายุ 8 ปี เราใช้เวลาล้วงเข้าไปในใจส้มนานมาก นานจนผู้พิพากษาไม่ยอมให้เลื่อนคดีความ ท่านอยากให้รีบปิดคดี เพื่อส่งเด็กต่อไปสู่กระบวนหลัก ซึ่งเธอต้องโดนลงโทษ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่อยู่ในใจ มันไม่จบ ต่อไปเด็กคนนี้ก็จะสร้างรอยร้าวในสังคมต่อไป ถ่ายทอดสิ่งที่เขารับมา แต่ถ้าวันหนึ่งสิ่งที่เขาได้รับ ถูกเปิดเผยออกมา แล้วให้คนที่เกี่ยวข้องยอมรับ และสำนึกผิดอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าเด็กคนนี้จะเปลี่ยนความคิด แต่สุดท้ายคดีความของส้ม ผู้พิพากษายอมเลื่อนการพิจารณา แต่วันนี้ส้มไม่อยู่แล้ว เธอติดเชื้อเอชไอวี และเธอเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้ผมทำงานนี้ต่อไป”

"ผมมีลูกสามคน ผมมีความเชื่อว่า ลูกผมหนึ่งในสามต้องมีสักคนเข้าไปอยู่กับคนแบบนี้ ก็คือ คนที่เคยติดยาและถูกพ่อแม่ทำร้าย ผมอยากถามว่า เรากำลังสร้างสังคมแบบไหนให้ลูกเรา ถ้าเราแก้ไขคนกลุ่มนี้ให้ปรับตัวเป็นคนดีได้ หากในอนาคตลูกของเราไปเจอคนแบบนี้ ก็จะไม่เจอปัญหา และไม่ถูกชักนำไปสู่ปัญหา ผมมองแค่ว่า การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากตัวเรา"

ผมทำงานในศาลกับเด็กเยอะมาก ผมพบว่า ร้อยละ 30 ส่วนใหญ่เป็นเด็กๆ ที่มาครอบครัวที่ดีพ่อแม่มีฐานะ แต่สังคมรอบข้างไม่ดี ความรักในครอบครัวจึงไม่เข้มข้นพอจะเหวี่ยงเด็กให้พ้นแรงกระทบ แม้จะมีสถาบันทำงานเรื่องนี้เยอะ แต่ส่วนใหญ่ทำแค่ให้ข่าว ผมมองว่า การแก้ไขแบบนี้ต้องมีแผนฟื้นฟูระยะยาว ต้องบริหารจัดการตามแผนได้ ไม่ใช่แค่พูดให้คำปรึกษาและคำปลอบโยน เราต้องลงมือช่วยจริงๆ ยกตัวอย่าง ถ้ามีปัญหาเรื่องเงิน เราแก้ด้วยวิชาชีพ บางคนเราให้ฝึกอาชีพขายกาแฟ แล้วหาสถานที่ให้ เพื่อชีวิตของเขาจะได้ไม่อยู่กับคนติดยา ถ้าเขามีเงินใช้ คงไม่มีใครอยากค้ายาเสพติด "

ผมอยากชวนให้เปลี่ยนมุมมองและความคิดที่เคยมองว่าผู้ติดยาไม่ดี เพียงเพราะเขาไม่ใช่คนในครอบครัว ผมคิดว่า เพียงแค่เปลี่ยน และส่งต่อความคิดนี้ คนทั้งประเทศก็เปลี่ยนได้"

ที่มา: bangkokbiznews.com

มีส่วนร่วมในเครือข่ายทางสังคม:

ความคิดเห็น - 0