Receive up-to-the-minute news updates on the hottest topics with NewsHub. Install now.

“รสนา” ตอก “ปิยสวัสดิ์” บิดเบือนแยกท่อก๊าซ เจตนาเอาดีใส่ตัวโยนชั่วให้คนอื่น

14 พฤศจิกายน 2561, 6:01 น.
43 0
“รสนา” ตอก “ปิยสวัสดิ์” บิดเบือนแยกท่อก๊าซ เจตนาเอาดีใส่ตัวโยนชั่วให้คนอื่น

เผยแพร่: 14 พ.ย. 2561 13:01 ปรับปรุง: 14 พ.ย. 2561 13:35 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

“รสนา” ตอก “ปิยสวัสดิ์” เขียนบทความบิดเบือนเรื่องแยกท่อก๊าซ ตั้งคำถามมีเจตนาทำให้สังคมเข้าใจผิดทำนองเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น พร้อมร่ายยาวความเป็นมากระบวนการแปรรูปและการขัดขวางการฮุบสมบัติสาธารณะ .

การฮุบทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปให้เอกชน เริ่มต้นที่การแปรรูปโดยไม่แยกท่อก๊าซ ทรัพย์สิน และอำนาจผูกขาดของรัฐ แต่ถ่ายโอนการผูกขาดไปให้กับเอกชน ใช่หรือไม่?

การไม่แยกท่อก๊าซธรรมชาติก่อนการแปรรูป จึงเป็นการฉกฉวยสมบัติแผ่นดินที่มีลักษณะผูกขาดโดยธรรมชาติไปเพิ่มมูลค่าหุ้นของ บมจ.ปตท.ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อผลกำไรของเอกชนใช่หรือไม่?

การแยกท่อก๊าซก่อนหรือหลังการแปรรูป มีความต่างกันโดยสิ้นเชิงและอย่างมีนัยสำคัญ คนรู้คณิตศาสตร์พื้นๆ ก็สามารถเข้าใจความแตกต่างนี้ได้ มีหรือที่คนเป็น ดร.ทางคณิตศาสตร์จะไม่เข้าใจ!?!

การแยกกิจการก๊าซก่อนแปรรูป โดยให้ ปตท.หรือการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ถือไว้ 100% ย่อมหมายความว่ารัฐเป็นเจ้าของกิจการและท่อก๊าซทั้ง 100% แต่ถ้าแยกท่อก๊าซหลังการแปรรูป รัฐโดยกระทรวงการคลังจะมีกรรมสิทธิในท่อก๊าซเพียง 51% เท่าจำนวนหุ้นที่รัฐมีอยู่ใน บมจ.ปตท.

ข้ออ้างว่าต้องเร่งรีบแปรรูป ปตท.และเอาเข้าตลาดให้ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2544 เลยไม่สามารถแยกท่อก๊าซออกมาก่อน แต่มีการกำหนดเงื่อนไขแยกท่อก๊าซหลังแปรรูปภายใน 1 ปี เป็นเพียงเล่ห์กลของบันได 2 ขั้นในการฮุบท่อก๊าซและกิจการก๊าซทั้งระบบอย่างเนียนๆ ซึ่งตามมาด้วยการยกเลิกมติ ครม.ในการแยกท่อก๊าซ ใช่หรือไม่?

การชี้นิ้วกล่าวหาคนอื่นว่า เมื่อไม่มีการแยกท่อก๊าซภายใน 1 ปี “ทำไมไม่มีการประณามต่อต้านทักษิณในความผิดสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2? พวกที่อ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญพลังงานมัวทำอะไรกันอยู่?”

ทั้งที่ นายปิยสวัสดิ์น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าการกำหนดเงื่อนไขแยกท่อก๊าซหลังแปรรูป 1 ปี คือ การเปลี่ยนท่อก๊าซที่เคยเป็นสาธารณสมบัติของรัฐทั้ง 100% ให้กลายเป็นสมบัติของเอกชน 49% โดยรัฐมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของเหลือตามสัดส่วนหุ้นเพียง 51% เท่านั้น ใช่หรือไม่?

นายปิยสวัสดิ์ไม่ให้เครดิตเลยหรือว่า หากไม่มีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและพวกดิฉันฟ้องเพิกถอนการแปรรูป ปตท. ไหนเลยสาธารณสมบัติที่ถูกฉกฉวยไปในการแปรรูปเมื่อปี 2544 รัฐจะได้รับ “ท่อก๊าซบางส่วน” คืนมา ใช่หรือไม่?

นายปิยสวัสดิ์กล่าวอ้างว่า “14 ธันวาคม 2550 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ ปตท.คืนที่ดิน และ “ท่อบางส่วน” ให้กระทรวงการคลัง” ซึ่งเป็นเนื้อหาที่น่าจะคลาดเคลื่อนจากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เพราะในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดไม่ได้ระบุไว้ในที่ใดว่าให้คืน “ท่อบางส่วน” ให้กระทรวงการคลัง แต่ผู้กำหนดคืน “ท่อก๊าซบนบกบางส่วน” คือนายปิยสวัสดิ์เองต่างหาก ใช่หรือไม่?

(ศาลฯ ระบุชัดเจนในคำบรรยายว่า “รวมทั้งทรัพย์สินในระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ ซึ่งรวมถึงระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ” จึงไม่ใช่การคืน “ท่อบางส่วน” อย่างแน่นอน)

3) รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของผู้ถูกฟ้องคดีที่4 (บมจ.ปตท.)

ต่อมาคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จึงมีมติเมื่อวันที่18 ธันวาคม 2550 ว่า “เห็นชอบหลักการการแบ่งแยกทรัพย์สิน อำนาจและสิทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่จะให้เป็นของกระทรวงการคลังตามคำพิพากษา โดยมอบหมายให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง รับไปแบ่งแยกทรัพย์สินและสิทธิตามหลักการดังกล่าว โดยให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบ และรับรองความถูกต้อง ทั้งนี้หากมีข้อโต้แย้งทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษาของศาลฯ ในการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สิน ให้สำนักงานคณกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้พิจารณาเพื่อให้มีข้อยุติต่อไป”

การแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนท่อก๊าซนั้น ท่อก๊าซในทะเลถูกกันออกไปจากการแบ่งแยกคืนให้รัฐ ทั้งที่ในคำพิพากษากล่าวชัดเจนถึง “ระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ”

นอกจากนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้วินิจฉัยในเดือนกันยายน ปี2559 ว่า คำพิพากษาศาลปกครองมีความชัดเจนอยู่แล้ว ว่าศาลไม่ได้มองท่อก๊าซเป็นส่วนๆ ท่อนๆ และมองท่อก๊าซเป็นระบบ ปัญหาจึงอยู่ที่ว่ามีการปฏิบัติครบถ้วนหรือไม่?

ขอถามว่า นายปิยสวัสดิ์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ใช่หรือไม่? ในการกำหนดว่ามีทรัพย์สินอะไรบ้างที่ต้องคืนให้กระทรวงการคลัง มีการกำหนดการคืนท่อบางส่วนบนบกมูลค่าประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท และค่าเช่าย้อนหลังประมาณ 1,500 ล้านบาทให้กระทรวงการคลัง แต่ท่อในทะเลนายปิยสวัสดิ์ไม่กำหนดให้ ปตท.แบ่งแยกคืนรัฐ ข้อกำหนดทรัพย์สินที่ต้องคืนของนายปิยสวัสดิ์กลายเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา และเป็นข้อพิพาทเรื่องคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วนกันมาตลอด 10 ปี ใช่หรือไม่?

สตง.ยืนยันว่า ท่อก๊าซในทะเลเป็นทรัพย์สินที่ต้องแบ่งแยกคืนให้รัฐ แต่ สตง.กลับถูกกีดกันออกไปจากการเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองการแบ่งแยกทรัพย์สินก่อนที่ ปตท.ในฐานะลูกหนี้จะไปแจ้งต่อศาลปกครองสูงสุดว่าผู้ถูกฟ้องคดีและผู้เกี่ยวข้องได้เห็นชอบการแบ่งแยกทรัพย์สินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่รายงานการแบ่งแยกทรัพย์สินไม่ได้นำกลับไปให้ ครม.ที่เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามคำพิพากษา พิจารณาอนุมัติ ใช่หรือไม่?

นอกจากนี้ กรรมสิทธิ์ท่อส่งก๊าซในแหล่งเจดีเอไทย มาเลเซียที่ประเทศไทยร่วมหุ้นกับรัฐบาลมาเลเซียฝ่ายละ 50% ก็ถูกฮุบไปพร้อมกับการแปรรูป และไม่แบ่งแยกคืนด้วย ใช่หรือไม่?

ถ้านายปิยสวัสดิ์ต้องการเป็นวีรบุรุษแก้ไขสิ่งผิดพลาดของนักการเมืองที่ตนเองด่าว่าทุจริตขายชาติ 2 ครั้งในการฮุบท่อก๊าซผ่านการแปรรูป และการไม่แยกท่อส่งก๊าซภายใน 1 ปีตามมติ ครม.นั้น ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่นายปิยสวัสดิ์ในฐานะรัฐมนตรี สามารถสั่งให้มีการแยกท่อส่งก๊าซทั้งระบบคืนให้กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และสามารถตั้งบริษัทท่อก๊าซที่เป็นรัฐ 100% และเปิดให้มีการใช้โดยบุคคลที่ 3 Third Party Access ตามที่ตนอ้างถึงได้ แต่นายปิยสวัสดิ์เลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น ใช่หรือไม่?

เพราะสิ่งที่อดีตนายกฯ ทักษิณก่อไว้ อันเป็นชิ้นเนื้อที่ฉกฉวยมาจากทรัพย์สินของชาติ ยังเป็นเนื้ออันโอชะให้กับบรรดากลุ่มทุนนักแปรรูปทั้งหลาย ได้เสวยสุขกันต่อไป บนการสูญเสียประโยชน์ของชาติจำนวนมหาศาล เข้าตำราเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหล ซดน้ำแกง ใช่หรือไม่?

เมื่อมีการรัฐประหารของ คสช.ในปี 2557 นายปิยสวัสดิ์ได้รับตำแหน่งประธานบอร์ด ปตท. และผลักดันนโยบายแยกท่อส่งก๊าซมาตั้งเป็นบริษัทลูกของ ปตท.โดยกำหนดลดสัดส่วนหุ้นของรัฐบาลเหลือเพียง 25% ใช่หรือไม่?

โฆษก คสช.ในสมัยนั้นออกมาอธิบายว่า ถ้ารัฐบาลจะเพิ่มสัดส่วนความเป็นเจ้าของ ก็จะต้องหาเงินมาซื้อหุ้นเพิ่มในภายหลัง เข้าตำรา “เอาอัฐยายซื้อขนมยาย” แต่พฤติกรรมอัฐยายซื้อขนมยายในระดับชาติ น่าจะเรียกว่า “การฉ้อราษฎร์บังหลวง” ใช่หรือไม่?

ดิฉันขอบอกว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค หรือ คปพ. หรือกลุ่มอื่นใดก็ตามที่ต่อสู้เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมด้านพลังงาน มิใช่วีรบุรุษ วีรสตรี แต่อย่างใด เพราะการปกป้องผลประโยชน์ของชาติเป็นหน้าที่โดยสามัญสำนึกของพลเมืองไทยทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมานอกจากจะไม่ได้รับความชอบธรรมแล้ว ยังถูกกลั่นแกล้ง ใส่ร้ายป้ายสีและถูกฟ้องร้องต่างๆ นานา แต่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศก็ต้องอดทนต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมต่อไปอย่างถึงที่สุด!!

นายปิยสวัสดิ์อ้างว่า ผู้คัดค้านการแยกท่อมาตั้งบริษัท คือกลุ่มอดีตลิ่วล้อทักษิณ ดิฉันไม่ทราบว่าในมโนทัศน์ที่บิดเบี้ยวนั้น ใครคือลิ่วล้อทักษิณ!?! คนที่เล่นงานคนอื่นว่าใช้ hate speech ใส่ร้ายป้ายสี สร้างความเกลียดชัง สมควรดูตัวเองหรือไม่ว่ากำลังใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นให้ถูกเกลียดชังโดยไม่มีมูลความจริง ประเภทเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่นอยู่หรือเปล่า?!?!”

ที่มา: mgronline.com

มีส่วนร่วมในเครือข่ายทางสังคม:

ความคิดเห็น - 0