Receive up-to-the-minute news updates on the hottest topics with NewsHub. Install now.

“อุ้มพระดำน้ำ” จากศรัทธา สู่ประเพณีหนึ่งเดียวในไทย ที่ “เพชรบูรณ์”

12 กันยายน 2560, 10:40 น.
7 0
“อุ้มพระดำน้ำ” จากศรัทธา สู่ประเพณีหนึ่งเดียวในไทย ที่ “เพชรบูรณ์”

เผยแพร่: 12 ก.ย. 2560 17:40:00 ปรับปรุง: 12 ก.ย. 2560 17:52:00

“พระปางแบบนี้ก็มีอยู่เยอะ แต่เฉพาะองค์ที่มาอยู่ที่เพชรบูรณ์เรามาตั้งชื่อใหม่ว่าพระพุทธมหาธรรมราชา แต่ปางนี้เรียกกันทั่วไปว่า พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา ส่วนพระพุทธมหาธรรมราชา เราเชื่อว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งร่วมสมัยเดียวกันกับพ่อขุนผาเมือง และมีบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า พ่อขุนผาเมือง เป็นราชบุตรเขยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็น่าจะได้รับพระราชทานพระองค์นี้มา จากนั้นตามหลักศิลาจารึกหลักที่ 2 วัดศรีชุม พ่อขุนผาเมืองกับพ่อขุนบางกลางหาวก็ยกทัพไปตีสุโขทัยคืนจากขอม แล้วพอกลับมา มเหสีซึ่งเป็นพระธิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็เกิดโมโหว่าทำไมไปตีเมืองของพ่อ ก็เลยเผาเมืองราดทิ้ง จากนั้น ก็มีการอันเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาหนีไฟมาตามลำน้ำสักที่คดเคี้ยว พอมาถึงแถวเมืองเพชรบูรณ์แพก็แตก แล้วพระก็จมน้ำ เหตุการณ์นี้เราเชื่อว่าเกิดก่อนสมัยสุโขทัย ก็ราวๆ 800 ปี”

“จากนั้นเวลาผ่านมา จนกระทั่งถึงช่วงกลางกรุงศรีอยุธยา ปกติแล้วจะมีปลาอยู่ในลำน้ำสักมาก แต่พอถึงวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 ก็เกิดปาฏิหาริย์ วันนั้นชาวบ้านหาปลาไม่ได้เลยสักตัว แล้วก็เกิดฝนฟ้าคะนอง ในลำน้ำสักมีน้ำวนเกิดขึ้น จากนั้นก็มีพระพุทธรูปผุดขึ้นมา ชาวบ้านก็เลยไปอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นมาจากน้ำ ซึ่งก็คือพระพุทธมหาธรรมราชาองค์นี้ แล้วก็นำไปมอบให้เจ้าเมืองเพื่อให้เก็บรักษาไว้ที่วัด”

“ต่อมาอีกหนึ่งปี ในวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 อยู่ๆ พระก็หายไป ไปหาที่ไหนก็ไม่เจอ แล้วก็มีคนบอกว่าให้ไปลองดูที่ที่พบท่านครั้งแรก บริเวณนั้นเรียกว่าวังมะขามแฟบ ปรากฏว่าเห็นพระพุทธรูปองค์นี้กำลังดำผุดดำไหว้อยู่ในน้ำ ก็เลยไปอัญเชิญกลับมาที่เดิม แล้วก็ตกลงกันว่าจากนั้นทุกวันสารทไทยก็จะอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ไปดำน้ำที่เดิมที่พบท่าน แล้วจะให้ปฏิบัติเช่นนี้เรื่อยไป จนมาถึงตอนนี้ก็ราว 400 กว่าปี คนเพชรบูรณ์ก็ยึดถือปฏิบัติกันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมา บางปีน้ำน้อย บางปีน้ำมาก ก็จะทำทุกปี”

“สำหรับพิธีอุ้มพระดำน้ำ จะมีการดำเฉพาะทิศเหนือและทิศใต้ เพื่อเป็นการจัดสมดุลให้แม่น้ำ ลำน้ำสักเป็นต้นน้ำ และมีพื้นที่ลาดชัน เวลาน้ำมาก็จะขึ้นเร็วลงเร็ว และคนเพชรบูรณ์มีความผูกพันกับระดับน้ำมาก ปีไหนที่น้ำมาเยอะ ก็จะดำน้ำโดยหันพระพุทธมหาธรรมราชาไปทางทิศใต้ก่อน ส่วนปีไหนที่น้ำน้อยก็จะหันไปทางทิศเหนือก่อน เป็นการขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยควบคุมธรรมชาติ นอกจากนี้ ในพิธีก็จะต้องมีเจ้าเมืองเป็นผู้ดำน้ำ เป็นกุศโลบายของคนโบราณที่จะให้ช่วยกันรักษาคุณภาพของน้ำ ไม่อย่างนั้นเจ้าเมืองก็ต้องดำน้ำเน่าไปเอง”

“ประเพณีอุ้มพระดำน้ำที่เพชรบูรณ์ ไม่ใช่เป็นพิธีกรรมงมงายหรือเป็นเรื่องไสยศาสตร์ แต่จริงๆ แล้วก็คือการแฝงด้วยกุศโลบายของคนโบราณที่จะทำให้คนได้เกิดขวัญกำลังใจ ได้ช่วยการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นจุดรวมใจเพื่อช่วยกันพัฒนาบ้านเมือง และเป็นการที่ทำให้คนได้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนามากขึ้น”

“การจัดงานในวันที่ 19 กันยายน ช่วงเช้า เวลา09.09 น. จะเป็นพิธีบวงสรวงเทพเทวดา เป็นการบอกกล่าวว่าเราจะทำพิธีอุ้มพระดำน้ำ ขอให้การจัดงานราบรื่น แล้วก็มีการเสี่ยงทายทิศการดำน้ำว่า ผู้ว่าฯ จะดำทิศใดบ้างในหกครั้ง คือดำทิศเหนือกับใต้ แต่การดำจะเลือกดำตามอำเภอใจไม่ได้ ต้องเสี่ยงทายว่าดำครั้งที่หนึ่งทิศไทน ใต้หรือเหนือ ดำครั้งที่หนึ่งเสียงทายทิศแล้วก็เสี่ยงทายคำอธิษฐานอีก คำอธิษฐานจะมีประกอบว่าเป็นเรื่องของการคมนาคม การเศรษฐกิจ การเกษตร เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ก็จะมีอยู่ในคำเสี่ยงทายคู่กันไปด้วย เพื่อจะบอกว่าปีนี้เพชรบูรณ์จะเป็นอย่างไร”

“ในวันที่ 20 กันยายน เป็นเรื่องของการอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชามาดำน้ำ มีการอัญเชิญองค์พระมาจากวัดไตรภูมิ มาทำพิธีที่ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร เวลา 10.39 น. โดยในขบวนอัญเชิญพระทางน้ำจะมีเรือประกอบในพิธี 28 ลำ เมื่อมาถึงบริเวณพิธีก็จะมีการตั้งจิตอธิษฐานเพื่อส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 จากนั้นก็จะเรี่มพิธีอุ้มพระดำน้ำตามการเสี่ยงทาย สุดท้ายก็จะมีการนำเครื่องมงคลที่อยู่ในเรือทั้ง 28 ลำมาแจกจ่ายให้กับผู้ที่เข้าร่วมงาน”

“ตอนกลางคืนจะมีการแสดงแสงสีเสียง เทสกาลอาหารอร่อย ที่องค์พระใหญ่ (พุทธอุทยานเพชบุระ) แสงสีเสียงมี 5 วัน แต่วันแรกจะเป็นการซ้อมใหญ่ แต่งตัวเหมืองจริงแต่ไม่แต่งหน้า การแสดงชมฟรี เป็นการแสดงตำนานการเกิดประเพณีอุ้มพระดำน้ำ แล้วก็มีการสอดแทรกว่าปีนี้เราอยากให้ประชาชนเป็นอย่างไร เรื่องเหตุการณ์บ้านเมือง ปีนี้จะเป็นเรื่องเทิดไท้กับเรื่องส่งเสด็จ งานมีวันละรอบ ตอนสองทุ่ม ใช้เวลาแสดงประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพิษณุโลก 0 5525 2742-3, 0 5525 9907 .

ยังอ่าน: “River Festival 2017 สายน้ำแห่งวัฒนธรรม” เปิดมุมมองพัฒนาวงการถ่ายภาพในเมืองไทย

ที่มา: mgronline.com

มีส่วนร่วมในเครือข่ายทางสังคม:

ความคิดเห็น - 0