Receive up-to-the-minute news updates on the hottest topics with NewsHub. Install now.

'เบน The Voice' เสียงจริง...ใจจริง

27 กุมภาพันธ์ 2561, 1:00 น.
145 0

สิ้นเสียงประกาศผล...แม้เขาไม่ใช่ผู้ชนะเลิศบนเวที แต่บุคลิกและพลังเสียงที่ส่งถึงผู้ฟัง ทำให้ ‘เบน The Voice’ กลายเป็นขวัญใจของใครหลายคนไปแล้ว .

“ช่วงที่หายไปได้ไปเรียน หลักๆ คือผมไปที่สหรัฐอเมริกาเพื่อไปเรียนปริญญาโทด้านการร้องเพลง ซึ่งก็จับพลัดจับผลูไปเรื่อยๆ เราเริ่มจากร็อกแอนด์โรล เราไม่ได้มีพื้นฐานทางคลาสสิกเท่าไร แต่เราได้ไปเจอคนที่ร้องคลาสสิกบ้าง ก็เลยสนใจวิธีการร้องว่าเป็นอย่างไร คือ มันกังวาน มันก้อง มันดัง มันดู Healthy (แข็งแรง) เลยอยากลองเรียนพวกนี้ดูบ้างเพื่อจะมาประยุกต์ใช้ เพราะตอนนั้นตอนที่เป็นศิลปิน เรามีปัญหาการใช้เสียง มีโชว์บ่อย ร้องเพลงเสียงจะมีปัญหา ป่วย มีอักเสบบ้าง ทำงานเยอะๆ ก็จะร้องไม่ไหว เราจึงพยายามแสวงหาว่าทำอย่างไรให้ร้องดีขึ้น แล้วได้ยินมาว่านักร้องโอเปร่าร้องได้สามชั่วโมงเสียงไม่เป็นอะไร ตอนนั้นก็ตกใจ ตื่นเต้น พอได้เรียนถึงรู้ว่าร้องไปเรื่อยๆ ก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ว่ามันร้องได้นานขึ้น ผมสอนได้ทุกวัน ผมร้องได้ทุกวัน เสียงผมไม่มีปัญหา เพราะรู้แล้วว่าใช้เท่าไรถึงจะดี ถึงจะปลอดภัย ร้องแบบไหนเริ่มอันตราย ก็จะหลีกเลี่ยงแบบนั้น นั่นเป็นเรื่องสุขภาพเสียงที่เราได้ค้นพบในทางโอเปร่า”

พอเมืองไทยไม่ไหว เราไปดูตลาดอเมริกาไหม มีเพื่อนเป็นฝรั่งที่เขาชื่นชอบเรา อยากร่วมงานด้วยกัน แต่พอเราไป จะไปอยู่ที่นั่นอย่างไร ผมไม่ใช่อเมริกัน ผมเป็นลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลียน ผมไปอยู่ตรงนั้นเฉยๆ ไม่ได้ ต้องเรียนเพื่อจะได้วีซ่า เพราะถ้าไปแบบนักท่องเที่ยวจะเทียวไปเทียวมาก็ไม่ไหว ซึ่งวีซ่าเดียวที่จะทำให้อยู่นานได้ก็คือนักเรียน ก็เลยลองสมัครดูเผื่อจะได้เรียน”

ทุกคนจะคิดว่าชีวิตจะดี มีวง ไม่ใช่เลยนะครับ พวกเราเรียกได้ว่าขายของกิน คือมันไม่มีจะกิน มีแต่ความดังแต่ไม่มีเม็ดเงิน และเราก็ไม่ได้ดังขนาดนั้น พวกเราเป็นแบบเพลงติดมากกว่า ไม่ใช่ภาพติด หนังก็ไม่เคยแสดง โฆษณาก็ไม่เคยได้ เราไม่ถึงจุดนั้น ไม่เหมือนกับหลายวงที่ประสบความสำเร็จจริงจัง ซึ่งเราก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร แค่มันไม่พอจะกินก็เริ่มยากแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจว่าถ้าโจทย์ของเราคือต้องการวงที่แข็งแรงมากขึ้น เราก็ลองทำโปรเจกต์มา รวมนักดนตรีเก่งๆ เช่น พี่หนึ่ง วินัย แชมป์กีต้าร์ overdrive guitar contest เคยทำงานให้ศิลปินใหญ่ๆ มาเยอะแยะ หรือพี่เอก มิสเตอร์ทีม, พี่ปิ๊ก มือเบส แบ็คอัพชื่อดัง เราก็จับมารวมกันเป็นคล้ายๆ ซูเปอร์ทีม ทำดนตรีแบบหนักหน่วง เล่นยาก ใครจะแกะวงเราต้องยาก พอผลงานออกมาปั๊บก็สลายไป... มันไม่เวิร์ค มันขายไม่ได้ แล้วมันก็เงียบไป ก็เป็นประสบการณ์ที่ท้อใจ จนเป็นจุดตัดสินแล้วว่าเราต้องลองทำอะไรอย่างอื่นแล้ว”

“ไม่ได้ผิดหวัง เราแค่รู้สึกว่าต้องตัดสินใจไปตามสถานการณ์มากกว่า เพราะตอนนั้นเราจะไปทำอะไรถ้าไม่ทำร็อกแอนด์โรล ทำ Gear Knight ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง และถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง แต่ถามว่าตัวตนของผมชอบเนื้อเพลงอะไรแบบนั้นไหม ก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้น คือต้องเข้าใจว่า Gear Knight คือสิ่งที่ตลาดอยากได้จากผม มันไม่ใช่สิ่งที่ผมเป็นเสียทีเดียว ซึ่งทุกวงก็ต้องมาหาจุดกึ่งกลางระหว่างสิ่งที่ตลาดอยากได้กับสิ่งที่เป็น เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่รอดในวงการ แต่เพลงบางเพลง เนื้อหาบางเนื้อหา ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากร้อง คิดถึง เหงา มันเป็นคำพูดที่ไม่ได้อยู่ในสมอง แต่เราก็ร้องเพราะตลาดต้องการ ที่ใช่คือตัวตนเราเป็นร็อกแอนด์โรล ตัวตนเราคือร้องแบบพลังเยอะ แต่เนื้อเพลงอาจไม่ใช่ตัวตนเราเสียทีเดียว เพราะยุคนั้นเด็กวงร็อกก็อยากจะร้องเพลงที่มีความหมายลึกๆ ปรัชญา อะไรต่างๆ นานา เราก็เป็นหนึ่งในนั้น และเราก็ฟังเพลงฝรั่ง มันไม่ค่อยมีใครร้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ถ้าใครร้องเพลงเกี่ยวกับความรักมันมักจะดัง (หัวเราะ)”

การตัดสินใจเรียนโอเปร่า ในฐานะของผู้แสดงก็จะไม่ได้กว้างแบบร็อกแอนด์โรล แต่ผมว่ามันเหมาะกับไลฟ์สไตล์เรามากกว่า ตรงที่ว่างานอาจจะน้อยลง ซึ่งเราต้องการอย่างนั้น ถ้ามันแมส (mass) มากๆ ก็อาจต้องไปเล่นไกลๆ บ่อยๆ แล้วเราต้องแคร์ ถ้าเราตั้งวงขึ้นมาแล้วจะมาบอกว่าฉันขอร้องเดือนละสามครั้งนะ วงก็คงไม่พอใจแน่นอน ชีวิตของนักดนตรีร็อกก็จะไม่ค่อยเหมาะ แต่แบบที่เป็นอยู่นี้ ทำงานประจำ กลับไปบ้าน เจอภรรยา เจอลูก ก็ดูจะเหมาะสมกว่า อาจจะมีงานพิเศษบ้าง ร้องโอเปร่าบ้างบางครั้ง ร้องเพลงป๊อปบ้างบางครั้ง ปีหนึ่งมีสัก 5-6 งาน (หัวเราะ) แต่ตั้งแต่ไปประกวด The Voice ก็เริ่มมีงานเพิ่มมากขึ้นนิดหน่อย จากปีที่แล้วทั้งปีมีประมาณ 3 งาน ซึ่งคนก็คงไม่รู้ว่ามีนักร้องคลาสสิกอยู่ตรงนี้หนึ่งคน เพราะคนเห็นผมก็นึกถึงร็อกแอนด์โรลอยู่ แต่ก็ไม่เป็นไร เงินเดือนก็พออยู่ได้ ภรรยาก็ช่วยทำงาน (เป็นนักดนตรีในวง TPO : Thailand Philharmonic Orchestra) เราก็ไม่ได้ใช้เงินอะไรมากมาย”

และก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนั้นด้วย เรารู้สึกว่ามันน่ากลัวนะ สิ่งที่ผมชอบมากตอนที่ไปอเมริกาคือเหมือนผมได้หายใจครั้งแรก เราก็ไปตอนช่วงที่มีคนเห็น มีคนรู้จัก ทำอะไร จะเดินออกจากบ้านก็ต้องแต่งตัวให้ดี ต้องมีแนวเป็นร็อกแอนด์โรล คนเจอเขาจะได้รู้ว่าเราเป็นร็อกแอนด์โรล แต่จริงๆ เรามีบางอารมณ์ที่อยากคีบรองเท้าแตะ อยากจะธรรมดาแต่เราทำไม่ได้ พอไปอเมริกา โอ้! สบาย มันรู้สึกเหมือนเราเป็นคนธรรมดาอีกครั้งหนึ่ง ไม่มีใครมอง ไม่ต้องเครียดว่าจะทำตัวอย่างไร กลับมาเราก็รู้สึกว่าเราเป็นเหมือนเดิมได้ เป็นธรรมดาได้ ตอนนี้น่าสนใจตรงที่พอผมไปออก The Voice อีกทีหนึ่งก็เริ่มมีกระแส เริ่มมีคนจำได้ แต่ผมก็ยังทำตัวธรรมดาได้อยู่ ผมเป็นเพื่อนได้กับทุกคน ขณะเดียวกันผมรู้สึกว่าไม่ต้องพยายามดูดีต่อหน้าทุกคนตลอดเวลา เราก็เป็นปุถุชน ต้องมีมุมเผละๆ มุมแย่ๆ บางทีผมตื่นเช้าไม่ได้อาบน้ำ หัวยังแบนๆ ก็ยังเดินออกไปซื้อของ เราไม่จำเป็นต้องไปแคร์อะไรขนาดนั้น คำว่า ‘คนของประชาชน’ ผมไม่ค่อยเชื่อหรอก ผมว่ามันเป็นเรื่องไม่จริง”

พอผมไปอเมริกา ผมไม่มีเงิน ก็ต้องทำงานในมหาวิทยาลัย รู้ไหมว่าผมทำงานอะไร...เป็นแบ็คสเตจ มันเหมือนกับทุบเราให้ความหยิ่งยโสหมดไป เป็นคนธรรมดา ผมคิดว่าคนในสังคมมักจะยกคนและกดคน สุดท้ายพอทุกคนไม่มีเสื้อผ้า โป๊เหมือนกันหมด ก็น่าเกลียดเหมือนกัน ทุกคนดูเหมือนจะเท่ากัน แต่หลายครั้งเราใส่เสื้อผ้า ใส่ยศ ใส่เครื่องแบบ และเรารู้สึกมากกว่าที่เราเป็น ทั้งที่เราเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่สักวันก็แก่ลงเรื่อยๆ และตายไป ถ้ามองในมุมนี้ก็ไม่ต้องไปยึดถืออะไรมาก ไม่ต้องถือตัวอะไรมาก โลกไม่ได้หมุนรอบตัวคุณ”

มันต้องมีเหตุผลสิ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ไป อาชีพหลักก็มี ครอบครัวก็มี ประสบการณ์ด้านออกอัลบั้มก็มี ถ้าถามเรื่องเหตุผลคือผมยังอยากทำเพลง อยากเป็นศิลปินในระดับหนึ่ง แต่ผมกำลังหาว่ามันอยู่ตรงไหนที่จะประนีประนอมระหว่างตัวตนผมกับแมสที่ยังมีความสุข หรือกลุ่มแฟนเพลงที่อาจจะชอบงานของเรา มันเหมือนจะเป็นอีโก้ของศิลปินนิดๆ แต่ผมว่ามันเป็น Healthy Ego มันเป็นอีโก้ที่ทำให้เราทำงาน เรามีความรู้มากมายที่อยากจะแบ่งปัน ศิลปินต้องทำงานศิลปะ นักร้องก็ต้องหาโอกาสที่จะสร้างงานศิลปะคือร้องเพลง คนจะชอบไม่ชอบก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่ The Voice เป็นเวทีที่ทำให้เรามาตกผลึกว่าจะทำมันอย่างไร เราได้เจอกับแมสแล้ว เวทีอยู่ในสายตาคนทั้งประเทศ และไม่ได้มองเรื่องอะไรนอกจากเรื่องเสียง อันนี้ในทางทฤษฎี แต่ในความเป็นจริงก็มากกว่านั้นอยู่แล้วแหละ แต่ทางทฤษฎีที่ไม่มองอะไรมากกว่าเรื่องเสียง เราก็หาวิธีที่เราร่ำเรียนมา เทคนิคและตัวตนของเรามาลองสร้างผลงานที่เราจะทำในช่วงเวลานี้ ซึ่งถ้าเราไม่ไป The Voice ไม่ไปรายการ มันแทบจะไม่มีโอกาสทำเลยจริงๆ สมัยนี้การทำเพลงมันยากมาก มันไม่มีคนหนุนหลัง มันเป็นยุคที่ไม่มีการลงทุนทำอัลบั้ม มีไม่กี่คนที่จะทำอัลบั้มได้ ส่วนมากทำเป็นซิงเกิล แล้วนี่จะมาลงทุนกับเสียงที่เราไม่เคยเป็นมาก่อน ใครจะอยากทำล่ะ ก็เคยคุยกับพี่ๆ ที่เคยทำงานด้วย แต่ทุกคนบอกว่าตลาดมันเล็กนะ ไม่น่าจะรอด สรุปทุกคนไม่อยากทำ ผมจึงเป็นศิลปินที่ไม่มีที่ให้ทำงาน ก็เลยมองว่าสมัยนี้เวลาคนมีผลงานใหม่ๆ มักจะเริ่มจากเวทีประกวดมาก่อนเพื่อทดสอบว่าคนดูชอบหรือเปล่า แล้วค่ายเพลงค่อยเริ่มสนใจว่านี่น่าจะขายได้ นี่จึงแนวคิดว่า The Voice จะเป็นประตูที่เปิดให้เราทำอะไรแบบนี้ได้”

“ก็มีเล็กๆ นะครับ ไม่แมส คลาสสิกที่อยู่ได้ ณ ปัจจุบัน อยู่ได้ด้วยแรงเงินบริจาคหรือเงินสปอนเซอร์มากกว่า เพราะมันเป็นภาษาอื่น คนไม่มีโอกาสได้สัมผัส หลายครั้งคนที่ได้มาสัมผัสจริงๆ จะชอบมาก โดยเฉพาะเรื่องการร้องคลาสสิก เพราะมันเหนือมนุษย์ เวลาพูดธรรมดา แต่พอร้องเพลงมันดังก้องกังวาน ดังมาถึงท้ายฮอลล์ได้ขนาดนี้ แล้วเพลงคลาสสิกถ้าคุณจะชอบต้องฟังสด ถ้าฟังจากเทปจะไม่รู้สึกว่าพิเศษ จะรู้สึกเหมือนคนเสียงใหญ่ๆ มาร้องเพลงดังๆ ถ้ามาฟังสดหน้าคุณจะสั่นเลยนะครับ ถ้าคนร้องเก่งๆ นะ มันเป็นโลกที่ต้องใช้เวลาการสร้างนาน”

ผมจึงแยกให้ชัดเจน คือ ผมยอมเหนื่อย ทำงานหนักๆ เพื่อที่จะทำศิลปะให้ดี มากกว่าผมจะทำศิลปะห่วยๆ ที่ผมไม่ชอบแล้วมันได้เงิน”

ที่มา: bangkokbiznews.com

มีส่วนร่วมในเครือข่ายทางสังคม:

ความคิดเห็น - 0