Receive up-to-the-minute news updates on the hottest topics with NewsHub. Install now.

เลี้ยงเดี่ยว ไม่เดียวดาย

19 มีนาคม 2558, 3:43 น.
78 0
เลี้ยงเดี่ยว ไม่เดียวดาย

ศรีสมร เล่าว่า สมัยเป็นครูสอนเด็กเล็กที่อเมริกา บทสนทนาที่ทำเอาผู้ใหญ่เธอถึงกับอึ้ง เพราะลูกศิษย์ตัวน้อยถามเธอว่า.. วันนี้จะไปนอนบ้านไหน บ้านพ่อ หรือบ้านแม่?

"ตอนนั้นเด็กที่สอนมีทั้งหมด 22 คน แต่มีแค่คนเดียวที่พ่อแม่อยู่ด้วยกัน ถามว่า ตกใจไหม.. ยอมรับว่าตกใจนะ แต่พอมองย้อนกลับไปสมัยที่สอนเด็กกะเหรี่ยงที่สังขละบุรี เด็กๆ ที่นั่นก็มาจากครอบครัวหย่าร้างเยอะ แล้วเขาก็อยู่กันได้ดีนะ แต่ทำไมตัวเองตอนเด็กๆ ถึงรู้สึกแย่ หรือเด็กบางคนก็โกรธแม่ ว่าแม่ทำตัวไม่ดี พ่อเลยทิ้ง บางบ้านพ่อแม่ก็จำใจอยู่ด้วยกันเพราะเห็นแก่ลูก แต่ก็ทะเลาะกันบ่อยๆ ให้ลูกเห็น คือ อยากจะบอกว่า การหย่าร้างไม่ใช่เรื่องผิดนะ มันไม่ได้แย่ แต่ต้องมีวิธีจัดการที่ดีกว่านี้"

"อย่างในอเมริกา มีหลักสูตรการพูดคุยเรื่องความหลากหลายของสังคม มีแผลก็ต้องเปิดออก จะสบายใจกว่า ในหลายๆ ประเทศเขาก็มีบริการให้คำปรึกษา พ่อแม่ก่อนจะหย่ากันก็มาปรึกษา หรือเด็กๆ ที่พ่อแม่หย่ากันก็เข้ามาปรึกษาได้ แต่บ้านเรามันไม่มีใครให้คุย หรือมีให้คุย คนก็ไม่เข้าไปคุย เพราะไม่อยากยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา ทั้งๆ ที่เรื่องการหย่าร้างมันคือเรื่องปกติ แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวหลากหลาย"

"ต้องยอมรับว่า ไม่มีหนังสือแนวนี้ในเมืองไทย หนังสือส่วนมากก็จะเน้นให้เป็นเด็กดี กตัญญู ให้เด็กทำโน่น ให้เด็กทำนี่ โลกหนังสือเด็กในเมืองไทยมันก็วนอยู่ในกรอบนี้ แต่ไม่มีหนังสือที่คุยกับเด็กๆ เรื่องพ่อแม่หย่ากัน ให้เด็กรู้สึกว่า เรื่องนี้มันความความปกติหนึ่งของครอบครัว ซึ่งนั่นคือสิ่งที่หมอนต้องการสื่อสารออกไป อย่างตัวละครในเรื่อง คือ 'น้องไก่' ที่ไม่อยากไปงานวันพ่อ ไม่อยากให้มีวันพ่อ ซึ่งรู้ไหมว่า มีเด็กหลายคนไม่อยากไปงานวันพ่อ งานวันแม่ อันนี้มันเป็นเรื่องเซนซิทีฟนะ เพราะมันไม่ได้กดดันแค่เด็กๆ ตัวพ่อแม่เองก็กดดัน"

"เมื่อเราไม่เปิดใจคุยกัน พอเด็กยิ่งโตขึ้น ก็มีความซับซ้อนมากขึ้น ทำไมไม่เลือกที่จะเผชิญหน้ากับความจริงตั้งแต่แรก มองเสียว่า มันคือเรื่องธรรมดา ต้องบอกเขาว่า มันไม่ใช่เรื่องโลกแตก หรือล่มสลายอะไร อย่าลืมว่า เวลาพ่อแม่ทะเลาะกัน ควมกดดันจะมาลงที่เด็ก บางคู่ก็ไม่สนใจลูก บางทีก็โยนความผิดกันไปมา เด็กก็สับสน ทำตัวไม่ถูก โอเคว่า พ่อแม่ก็เป็นมนุษย์ ก็ต้องมีอารมณ์ แต่พ่อแม่ก็เป็นผู้ใหญ่ ต้องสามารถจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ ขณะที่เด็กเขายังทำไม่ได้ นั่นคือ หน้าที่ของผู้ใหญ่ที่ต้องสื่อสารกับเขาให้เข้าใจ บางเคส พ่อแม่มีครอบครัวใหม่เร็วไป หรือยิ่งกว่านั้นคือมีลูกใหม่เร็วด้วย เด็กก็อาจสับสน"

นอกจากนี้ ศรีสมร ยังยกเคสเด็กชายอายุ 5 ขวบที่เธอเคยสอนที่แคลิฟอร์เนียว่า ถือเป็นเคสที่น่าเรียนรู้...

"น้องทิม.. พ่อแม่เป็นคนจีนและมาตั้งรกรากที่อเมริกา ทีนี้ เขาทะเลาะกัน แล้วก็หย่ากัน เด็กอยู่กับพ่อ ส่วนแม่ย้ายไปอยู่แคนาดา ซึ่งตัวพ่อเขาก็ต้องทำงานหนักมาก ก็เลยให้ญาติๆ กันที่เป็นคนจีนมาช่วยเลี้ยงลูก เด็กก็ยิ่งรู้สึกว้าเหว่ เพราะหนึ่งคือ เขาติดแม่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเมื่อแม่ไม่อยู่ พ่อก็ยังไม่ได้มีเวลาดูแล จากเด็กสดใส ก็กลายเป็นเด็กเงียบ หยุดพูด ไม่ยิ้ม ไม่ร้องไห้ ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ" เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ทีมงานในโรงเรียนก็มาร่วมประชุมเพื่อจะช่วยกันแก้ปัญหา มีทั้งครู, ครูผู้ช่วย, พยาบาล, นักจิตวิทยา, ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรม, ครูพละ ฯลฯ รวมแล้วประมาณ 10 คน ที่มาทำงานร่วมกันโดยมีเป้าหมาย คือ ทำอย่างไรให้เด็กกลับมา 'ยิ้ม' ได้อีกครั้ง"

"เวลาผู้ใหญ่ทะเลาะกัน คนชอบบอกว่า ไม่เป็นไรหรอก เด็กยังไม่รู้เรื่องหรอก นี่ผิดเลยนะ.. เพราะ บ้าน คือ โลกทั้งใบของเด็ก เมื่อเกิดปัญหาในบ้าน ไม่มีทางที่เขาจะไม่รับรู้ แล้วเด็กในวัน 2-4 ขวบ เขาจะเริ่มมีความจำที่ฝังใจ ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ ที่จะให้เขาจำเรื่องอะไร บางคนจำได้ว่าเดินเล่น ไปตกปลา บางคนจำได้ว่าทำแก้วแตก และนั่นก็คือ หน้าที่ของพ่อแม่ที่จะทำอย่างไรให้ทุกซีนในชีวิตมันดีกับลูก เพราะเราไม่มีทางรู้ว่า เด็กจะเลือกจำฉากไหน"

ที่มา: bangkokbiznews.com

มีส่วนร่วมในเครือข่ายทางสังคม:

ความคิดเห็น - 0