Receive up-to-the-minute news updates on the hottest topics with NewsHub. Install now.

แม่ทัพ ThaiPBS "ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ" สร้างเอกภาพฝ่ากระแสยุคทีวีหนีตาย

7 มิถุนายน 2558, 9:10 น.
17 0

“ผมจึงไม่จำเป็นต้องใช้ความเป็นมืออาชีพด้านสื่อสารมวลชนมากนัก เพราะไทยพีบีเอสมีนักวิชาชีพด้านสื่ออยู่แล้วจำนวนมาก แต่ผมมีความเป็นมืออาชีพด้านวิชาการ ดังนั้นจะทำอย่างไรที่จะใช้ความเป็นมืออาชีพทางด้านวิชาการและความเป็นมืออาชีพการทำสื่อของไทยพีบีเอสมาผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อจะนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย คือ การเปลี่ยนแปลงความคิดสังคมให้ดีขึ้น”

“ผมก็เช่นกัน มีความคิดและแนวคิดการปฏิรูปสังคม จึงจะนำความคิดเหล่านี้ไปให้คนที่มีความเป็นมืออาชีพด้านสื่อไปปรับฐานการทำงานในการใช้สื่อเพื่อการปฏิรูปสังคม หรือจะใช้สื่อสารมวลชนอย่างไรให้ได้ความเป็นมืออาชีพตอบโจทย์การปฏิรูปสังคม นี่คือสิ่งสำคัญมาก”

“ดังนั้น การรับรู้ของสังคมต้องรับรู้รอบด้านไม่ใช่รับรู้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง และไม่เข้าใจความเชื่อมโยงของปัญหา เพราะหากไม่เข้าใจในภาพรวมย่อมจะทำให้ไม่สามารถมองเห็นข้อเท็จจริงได้ ซึ่งปัจจุบันคนส่วนใหญ่เป็นเช่นนี้ เพราะรับทราบหรือมองปัญหาแยกส่วนไม่ทะลุปรุโปร่งหรือมองปัญหาแบบผ่านๆ ตามกระแส ไม่ได้มองลึกซึ้ง จึงเป็นเรื่องยากลำบากที่จะทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ได้” .

“การจัดตั้งทางธุรกิจง่าย เพียงมีเงินให้คุณให้โทษใครได้ ไม่ทำไม่ให้เงิน นี่คือการจัดการด้วยการใช้แรงจูงใจทางวัตถุเป็นหลัก แต่การจัดตั้งทางสังคมต้องใช้ศิลปะจูงใจและผลักดันเพราะไม่มีอำนาจในการให้คุณให้โทษ”

“นี่คือปัญหาเรื่องการสืบทอดหรือความต่อเนื่อง สิ่งที่จะสานความต่อเนื่องคือหัวหน้าสำนักต่างๆ ดังนั้นจึงเริ่มให้ความสำคัญกับระดับนี้มาก ถ้าพูดภาษาบริษัท คือระดับผู้จัดการฝ่ายนั้นเอง ผมยืนยันว่าผมทำงานได้ เพราะผมเข้ามาเพื่อทำงานและผู้บริหารชุดนี้กับผมก็หมดวาระไปพร้อมๆ กัน ผมพูดเสมอว่า เรามีเวลาแค่นี้จะทำงานไปด้วยกัน เวลาที่เหลืออยู่จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด”

“ผมยืนยันว่าผมทำงานเหมือนเป็นที่ปรึกษา ไม่ได้สั่งการ นี่คือสไตล์การทำงานของนักวิชาการ เราเสนอแนะ เราไม่มีอำนาจสั่ง และไม่ควรจะสั่งด้วย ในฐานะประธานบอร์ด ทำได้แค่นี้ ให้คำปรึกษา แนะนำ ไม่ใช่สั่งการ เพราะการสั่งการเป็นเรื่องของผู้อำนวยการ แม้ทางกฎหมายบอร์ดนโยบายให้คุณให้โทษได้ โดยเฉพาะผู้อำนวยการที่มีอำนาจปลดได้ หากผู้อำนวยการไม่สนองนโยบาย เพราะผู้อำนวยการก็เหมือนลูกจ้างตามสัญญาจ้างที่มีเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์กำกับไว้อยู่ในสัญญาจ้างจะปลดก็ปลดได้ ผมกล้าอยู่แล้ว”

“ถ้ารัฐบาลคิดอย่างนี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว และสิ่งสำคัญที่อยากย้ำคนข่าวที่อยู่ไทยพีบีเอส ถือเป็นสื่อแห่งเดียวที่ตรวจสอบสังคม ซึ่งช่องอื่นไม่ทำ เพราะเราต้องการนำเสนอข่าวสารที่เน้นผลกระทบมากกว่านำเสนอปรากฏการณ์พื้นๆ ทั่วไป”

แนวคิดนโยบายของประธานบอร์ดคนใหม่จึงต้องการวัดเรตติ้งของทีวีสาธารณะโดยเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคม เพื่อเป็นคำตอบความคุ้มค่าของงบประมาณที่ได้รับ ดังนั้นต้องสร้างตัวชี้วัดขึ้น เช่น สมมติว่า มีคนพันคนดูรายการฟรีทีวีทั่วไป แต่มีคนดูช่องไทยพีบีเอสเพียง 200 คน และมีอยู่ 5 คน นำสาระหรือความรู้ที่ได้รับไปทำทันที ถือว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมสำเร็จ นี่คือเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง”

“ตัวอย่างเช่น กระแส 7-11 โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่กระทบสิ่งแวดล้อม จะนำมาเล่นเป็นประเด็นเหลื่อมล้ำได้หรือไม่ กรอบผูกขาดคือความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นคนทำต้องเข้าใจ เหลื่อมล้ำคืออะไร ไม่เป็นธรรม คืออะไร การนำเสนอ ใช้วิธีการใด หรือรูปธรรม คืออะไร ดังนั้นการใช้ทักษะทำสิ่งเหล่านี้ ไทยพีบีเอสยังขาดอยู่ จึงต้องสร้างคนขึ้นมา และบุคลากรภายในมีอยู่แต่ยังน้อย”

ที่มากกว่านั้น เขาเองมองว่าเป็นปัญหาการวางสมดุลระหว่างการนำเสนอข่าวสาระ และการนำเสนอให้ถูกอารมณ์ “เหมือนการอ่านหนังสือกับการกินลูกอม เด็กเลือกกินลูกอมก่อน ถ้ากลุ่มคนแรงงาน ระหว่างการอ่านหนังสือกับดื่มเหล้าดื่มเบียร์ คนงานเลือกดื่มเหล้าดื่มเบียร์ก่อน นี่ต่างหากที่จะทำอย่างไรให้สมดุล หรือทำอย่างไรให้ถูกอารมณ์และมีสาระด้วย”

เขาย้ำไทยพีบีเอสไม่ใช่ทีวีที่สนองตอบอารมณ์คนเพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายคือ ต้องการเปลี่ยนอารมณ์และความคิดของคน จึงชูคำขวัญว่า “ทีวีแห่งการเปลี่ยนแปลง”

“วันนี้โจทย์ใหญ่ของไทยพีบีเอส คือเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ดูไทยพีบีเอส แล้วเราจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างไร ดังนั้นจึงต้องหาดุลยภาพที่จะทำเรื่องสาระให้ถูกอารมณ์ได้อย่างไร เช่น รายการขำขันฮาๆ ที่คนชอบ ไทยพีบีเอสก็ควรมีบ้าง เช่น รายการโจ๊กเสียดสีการเมือง เหมือนงิ้วธรรมศาสตร์ ที่เป็นโจ๊กมีสาระ เช่น หนังตะลุงไอ้เท่งไอ้ทอง ที่เล่นหนังตะลุงปักษ์ใต้เสียดสีการเมือง ทำให้คนหัวเราะกัน นี่คือตัวอย่าง”

“วันนี้รายการเด็กของไทยพีบีเอส เด็กอายุ 1-14 ปี ไม่ดูเลย ดูก็ดูน้อยมาก อีกวัยคือ 25-30 ปี ก็ดูรายการเราน้อยเหมือนกัน แต่รายการการ์ตูนสำหรับเด็ก ที่ซื้อมามีคุณภาพดี เพราะเป็นรายการการ์ตูนที่คนไทยทำ แม้ว่าจะสู้รายการการ์ตูนต่างประเทศไม่ได้ แต่ไทยพีบีเอสมีนโยบายชัดเจนที่เราจะส่งเสริมผู้ผลิตในประเทศ เพราะต้องการพัฒนาคนไทย นี่คือต้นทุนในการพัฒนาความคิดคน และพัฒนาผู้ประกอบการด้านนี้ ดังนั้นแม้รายการเด็กไทยพีบีเอสคนดูน้อย แต่เราก็จะทำต่อไป”

ที่มา: posttoday.com

มีส่วนร่วมในเครือข่ายทางสังคม:

ความคิดเห็น - 0