Receive up-to-the-minute news updates on the hottest topics with NewsHub. Install now.

20 ปีวิกฤตฟองสบู่แตก วันนี้ของ "ศิริวัฒน์แซนด์วิช"

23 มกราคม 2560, 11:43 น.
22 0

ในโอกาสครบรอบ 20 ปีวิกฤตฟองสบู่ ชายวัย 67 ปีผู้นี้จะมาถ่ายทอดประสบการณ์อันล้ำค่าแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา เพื่อเป็นอนุสติแก่คนที่กำลังท้อแท้ ท่ามกลางสถานการณ์น่าเป็นห่วงในยุคปัจจุบัน .

ผมกู้เงินลงทุนสร้างคอนโดมิเนียมที่เขาใหญ่ห้องละ 5 ล้าน ขายเฉพาะคนรวยเท่านั้น ใช้การลงทุนในตลาดหุ้นแบบมาร์จิน (Margin) อธิบายง่ายๆคือ กู้เงินมาลงทุน พอหุ้นตกก็ถูกบังคับขาย (Forced Sell) พอขายหุ้นจนหมดที่เหลือก็คือหนี้ ยกตัวอย่างเช่น มีหนี้อยู่ 100 ล้าน พอหุ้นตกก็ขายได้ 70 ล้าน เหลือหนี้ 30 ล้าน ดอกเบี้ยก็เดินไปเรื่อยๆ พอเศรษฐกิจมีปัญหา คอนโดที่ผมขายถูกลูกค้าทิ้งเงินดาวน์ ลูกค้าซื้อห้องราคา 30 ล้าน เงินดาวน์ 10 % เป็นเงิน 3 ล้านบาท เมื่อลูกค้าทิ้งเงินดาวน์ ส่วนที่เหลือ 27 ล้าน ผมก็ต้องรับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งเศรษฐกิจตอนนั้นจะไปขายใครก็ไม่ได้ ผมถูกบังคับให้ขายหุ้นไปแล้ว 70 % แต่ 30 % ยังอยู่ ดอกเบี้ย 17-19 % ทบกันไปมาสุดท้ายจากหนี้ไม่กี่ล้านกลายเป็นพันล้าน" .

"คำสอนหนึ่งที่ได้มาจากคุณพ่อคุณแม่คือ อย่าทิ้งลูกน้อง เพราะเขาเหมือนครอบครัวเดียวกับเรา ถ้าไม่มีเขาเราก็ไม่มีวันนี้ ผมปรึกษาภรรยาว่าจะช่วยพวกเขายังไงดี ลำพังตัวคนเดียวอาจจะไปขายประกัน หรือทำบริษัทขายตรงก็ได้ แต่งานเหล่านั้นมันเลี้ยงคนไม่ได้ สุดท้ายภรรยาบอกว่า งั้นเรามาทำแซนด์วิชขายกันเถอะ" .

ผมจึงเริ่มขายเอง เอาหน้าตัวเองนี่แหละเป็นพรีเซนเตอร์ เอาหน้าตัวเองไปให้คนเห็นว่าผมนี่แหละเซียนหุ้น ทำธุรกิจเจ๊ง ต้องมาขายแซนด์วิช อุดหนุนผมหน่อย (หัวเราะ) ใช้วิธียืนถือกล่องคล้องคอขาย แรกๆยืนขายหน้าธนาคาร คนไม่รู้จัก มองอย่างเดียวแต่ไม่ซื้อ บางวันรปภ.มาไล่ พอไล่ผมก็เดินหนี เผลอก็กลับมายืนใหม่ ข้อดีของการขายสินค้าเคลื่อนที่คือ จุดไหนขายไม่ดี ก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย แค่เดินย้ายจุด .

"ถามว่าอายไหม อายนะ แต่หลังพิงฝาแล้ว ตอนนั้นเมียผมเซ็นค้ำประกันไว้ต้องแบกรับหนี้ 500 ล้าน ลูกคนโต 16 ขวบ คนกลาง 14 ขวบ คนเล็ก 9 ขวบ ไหนจะต้องเลี้ยงลูกน้องให้อยู่รอด ก็บอกตัวเองว่าต้องหน้าด้านต่อไปวะ ยืนตากแดดแบกกล่องแซนด์วิชขายตามหน้าธนาคาร หน้าโรงเรียน วัด สถานท่องเที่ยว เดินไปตามตรอกซอกซอยยันริมฟุตบาท เคยโดนเทศกิจจับขึ้นรถมาแล้วแต่พูดจนเขายอมปล่อยตัว แม้กระทั่งรุ่นพี่ผมยังเคยชี้หน้าด่าว่า ทำไมไม่ไปทำอย่างอื่น ใช้หัวสมอง ความรู้ความสามารถ คอนเนกชั่น ทำอย่างอื่นที่มันใหญ่กว่าการขายแซนด์วิช ก็ตอบไปว่าผมติดแบล็คลิสต์จะยืมเงินญาติเขาก็ไม่ให้ ก็เลยต้องพึ่งตัวเอง"

"ที่ราคาแซนด์วิชผมแพงเพราะใช้ขนมปังอย่างดีของยามาซากิ เราเน้นใช้ของสด ขายแบบวันต่อวัน ขายไม่หมดก็ให้ลูกน้องเอากลับไปกินที่บ้านหรือไม่ก็บริจาค จะไม่มีการนำไปแช่ตู้เย็นเพื่อขายในวันรุ่งขึ้นเป็นอันขาด เพราะคุณภาพมันจะเปลี่ยน คนมาซื้ออาจซื้อเพราะสงสารเห็นใจผม แต่ความสงสารมันมีอยู่แค่ชิ้นแรกชิ้นเดียวเท่านั้น ถ้าคุณไม่ซื่อสัตย์กับเขา ไม่สด ไม่สะอาด ไม่อร่อย เขาจะไม่ซื้อชิ้นที่สองชิ้นที่สาม แล้วอาจไปบอกต่อก็ได้ว่า 'เฮ้ย ไอ้ศิริวัฒน์แม่งโกง อย่าไปอุดหนุนมัน' ดังนั้นผมบอกพนักงานทุกคนอยู่เสมอว่าเราต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า คนที่สงสารจะซื้อแค่ชิ้นเดียว แต่คนถูกใจจะซื้อเราทุกวัน นี่คือสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอด" .

การจะประสบความสำเร็จ คุณต้องขยัน ท้อได้แต่ต้องอดทน ไม่ใช่ว่าขายไม่ดีแล้วเลิก ผมขายน้อยได้น้อย ดีกว่าขายเยอะแล้วเจ๊ง ผมเดินมาถึงจุดที่รู้ซึ้งแล้วว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน คุณต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด ผมเคยเล่นหุ้นได้วันละสิบล้าน วันนึงต้องมาขายแซนด์วิชได้กำไรไม่กี่ร้อย ผมก็ต้องทำ วันก่อนไปถนนข้าวสารขายของได้ 675 บาท ดีใจมาก เฮ้ย กูไม่ได้กลับบ้านมือเปล่าโว้ย (หัวเราะ) ต่างจากสมัยก่อนเล่นหุ้นได้ 2 แสน ก็จะอยากได้เพิ่้มเป็น 4 แสน ความโลภอยากได้เยอะๆมันทำให้เราไม่มีความสุข บทเรียนที่อยากจะฝากไปยังผู้ประกอบการรุ่นใหม่คือ การเริ่มธุรกิจควรเริ่มจากขนาดเล็กๆ ลองผิดลองถูกไปก่อน หากไปได้ดีค่อยขยายเพิ่มเติม ในทางกลับกันถ้าไปไม่รอดจะได้ไม่เจ็บตัวมาก ระวังอย่าทำอะไรใหญ่เกินตัวหรือโลภ เพราะโอกาสผิดพลาดมีสูงมาก ยิ่งถ้าไม่ใช่เป็นคนที่มีประสบการณ์ทำธุรกิจมาก่อน มีเงินเท่าไหร่ก็หมด .

"ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ถ้าเราพึ่งตัวเองมากๆ สิ่งที่ได้รับระหว่างการทำธุรกิจคือประสบการณ์ที่โรงเรียนไหนก็ไม่มีสอน อยากให้คิดว่าที่เราเหนื่อยคือการลงทุน วันหนึ่งเมื่อประสบความสำเร็จ นอกจากเงินทองที่ได้รับแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือความภาคภูมิใจ"

"สิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจคือ โครงการศิริวัฒน์แซนด์วิชช่วงปิดเทอมให้เด็กๆที่สนใจหารายได้พิเศษมาช่วยขาย ทำมา 13 ปีแล้ว ประสบความสำเร็จมาก ทำให้เด็กๆได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และเรียนรู้การทำธุรกิจด้วยตัวเอง สองเดือนที่ปิดเทอม บางคนหาเงินได้ 2 หมื่น บางคนได้ถึง 5 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับความขยัน .

"สมัยก่อนผมทำธุรกิจแบบเห็นแก่ตัว คิดคนเดียว ทำคนเดียว รวยคนเดียว ยามมีปัญหาก็เลยเจ๊งไปคนเดียวตามยถากรรม เพราะว่าไม่เคยเผื่อแผ่ใคร จึงไม่มีใครมาช่วย วันนี้ผมกลับมาใหม่ สร้างธุรกิจให้อยู่อย่างยั่งยืน ไม่ทำให้ตัวเองรวยคนเดียว คืนความสุขและเงินให้คนที่ผมร่วมงานด้วยอย่างโรงงานและเกษตรกร ทำให้ผมมีความสุขอย่างแท้จริง แม้จะไม่ได้รวยเป็นร้อยล้านพันล้าน ผมอยากเป็นเศรษฐีที่แบ่งปันให้กับสังคม นั่นคือ ช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ที่มีภูมิปัญญาแต่ไม่มีโอกาส หมายความว่าปลูกเป็น ทำเป็น แต่ขายไม่เป็น" .

"ทุกวันนี้ยังออกไปขายอยู่นะ (หัวเราะ) แต่ไม่ได้ยืนแบกกล่องขายเองคนเดียว 4-5 ชั่วโมงแล้ว แบกไม่ไหว เดี๋ยวนี้ต้องไปกับลูกน้อง สมมติเอาไป 50 ชิ้นเหลือ 20 ชิ้น มากูแบกเอง ต่างจากสมัยก่อน 50 ชิ้น ผมแบก ลูกน้องยืน เพราะต้องเอาตัวเราเป็นจุดขาย เวลาผมไปขายลูกค้าจะเข้ามาชื่นชม ให้กำลังใจ อุดหนุนผม ถามว่าเมื่อไหร่ถึงจะหยุดออกไปเดินตามถนน ก็จนกระทั่งผมไม่ไหวแหละครับ แต่วันนี้ผมอายุ 67 ยังเดินไหวอยู่"

"วันนี้เรากินบุญเก่าจนหมดแล้ว บุญเก่าที่คนรุ่นก่อนสะสมมา สังคมเราเดินทางผิด ฟุ้งเฟ้อมาตลอด วันนี้ถึงมีหนี้สินภาคครัวเรือนมากกว่า 80 % ของจีดีพี ประเทศเรามี 67 ล้านคน กว่า 30 ล้านคนเป็นหนี้อยู่ถึง 10 ล้านล้านบาท ผมเคยบอกไว้ว่า ปี 57 เศรษฐกิจไม่ดี ปี 58 จะแย่กว่า ปี 59 จะแย่กว่าปี 58 แล้ววันนี้ปี 60 ก็จะหนักขึ้นไปอีก เพราะหนี้มันไล่เรามาเรื่อย และนี่คือหนี้ของคน 30 ล้านคน สมัยปี 40 ที่เจ๊งคือนายทุน 2 แสนคน แต่นี่ 30 ล้านคนมันคนละเรื่องกันเลยนะ ฉะนั้นผมแนะนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ สร้างภูมิคุ้มกัน เดินสายกลาง พึ่งพาตนเอง ไม่พึ่งคนอื่น ปี 40 ผมล้มทั้งยืน ผมอดทน ยอมประหยัดทุกอย่าง ใช้เวลากว่า 20 ปีกว่าจะกลับมาได้ถึงจุดนี้ ฉะนั้นวันนี้คุณจะเดินต่อทางเดิมหรือจะหยุดแล้วเปลี่ยนแปลงชีวิตเสียใหม่"

บทเรียนชีวิตที่ได้มาจากช่วง 20 ปีที่ผ่านมาคือ รู้จักพอ อย่าประมาท อย่าโลภ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี อย่าไปเบียดเบียนคนอื่น ประสบการณ์ชีวิตที่ได้มาไม่ใช่เงินทองยศฐาบรรดาศักดิ์ที่จะทำให้เรารวยอย่างมีความสุข หรือประสบความสำเร็จในชีวิต ผมเคยได้ยินเจอประโยคหนึ่งแล้วชอบมากๆคือ ชีวิตที่มีค่าไม่ใช่ชีวิตที่ร่ำรวย มีเกียรติ หรืออายุยืน แต่ชีวิตที่มีค่าคือชีวิตที่ตัวเองเป็นคนมีคุณค่า และทำให้ชีวิตคนอื่นมีค่า" .

ที่มา: posttoday.com

มีส่วนร่วมในเครือข่ายทางสังคม:

ความคิดเห็น - 0