Receive up-to-the-minute news updates on the hottest topics with NewsHub. Install now.

Daily Market Outlook (18 เม.ย.60)

18 เมษายน 2560, 4:39 น.
14 0
Daily Market Outlook (18 เม.ย.60)

หุ้นเด่นวันนี้: ADVANC (ราคาปิด 175.00 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย AWS 188.00 บาท)

เราเลือก บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิสเป็นหุ้นเด่นวันนี้เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีกระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพ ทำให้มีปันผลตอบแทนที่ยังดีมาทุกปี คุณลักษณะนี้เหมาะกับในช่วงที่มีความเสี่ยงสูงจากสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศซึ่งทำให้ตลาดผันผวนในช่วงนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริษัทเป็นผู้นำในกลุ่มโทรคมนาคมโดยเฉพาะในแง่จำนวนเลขหมายมือถือและต้นทุนการกำกับดูแลที่ต่ำกว่า การได้ใบอนุญาต 900 และ 1800 เมกะเฮิร์ตซ์มาทำให้ ADVANC มีแบนด์วิธของคลื่นเหลือเฟือที่จะบริการลูกค้าให้ดีสำหรับ 3-5 ปีหน้า เพิ่มความสามารถในการแข่งขันและช่วยให้ก้าวเข้าสู่ตลาด 4จีได้อย่างสะดวก ไม่เพียงแต่ธุรกิจบรอดแบนด์ที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการเติบโตของบริษัทแต่ยังมีบริการเสริมที่จะส่งเสริมรายได้สม่ำเสมอเช่นการถ่ายทอดช่องรายการ การเป็นพันธมิตรกับ HBO ทำให้สามารถถ่ายทอดเนื้อหาทั้งหมดของ 6 ช่อง HBO และยังมี FOX network และ NBA ไม่เพียงทำให้เกิดแหล่งรายได้ใหม่ค่าสมาชิก แต่ยังหนุนการใช้งานและรายได้ทั้งธุรกิจบรอดแบนด์ตามสายทั้งบริการมือถือ และทำให้เกิดการใช้ร่วมกันระหว่างทั้งสองบริการ (convergence) ตัวเลขที่ออกมาแล้วก็ชี้ว่ารายได้จากบริการข้อมูลก็เติบโตถึงสองหลักมาเป็นปีๆ เพราะความนิยมในเครือข่ายสังคมออนไลน์และการรับชมวีดิโอในประเทศไทย เราคาดว่ากำไรอาจร่วงไปก่อน 13% ปี 60 เพราะค่าใบอนุญาตที่พึ่งเข้ามา แต่น่าจะกลับมาพุ่ง 23% ในปี 61 เพราะการประหยัดต่อขนาดและอุปสงค์ความต้องการใช้บริการสูงขึ้น คาดปันผลตอบแทนที่ยังน่าสนใจที่ 3.8% Price Pattern ของ ADVANC มีความแข็งแกร่งทั้งในระยะสั้นและระยะกลางจากการเกิดทั้ง Daily & Weekly Buy Signal รอเพียงการเปลี่ยนแนวโน้มหลักไปสู่แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) อย่างชัดเจนเมื่อกลับมาเกิด Monthly Buy Signal ครั้งใหม่ ซึ่งยังอาจต้องใช้เวลาอีกสักพัก เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ ADVANC ที่สามารถ Break เป้าหมายแรกที่ 173 บาทไปแล้ว จึงมีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 199 บาท ทั้งนี้ ADVANC มีจุด Stop Loss ระยะสั้นอยู่ที่ 170.50 บาท (แนวต้าน: 175.50, 176.00, 177.00; แนวรับ: 174.50, 173.50, 173.00)

• เศรษฐกิจไตรมาส 1/60 คาดโตกว่าไตรมาส 4/59 เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยข้อมูลเศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนแรกของปี 60 แสดงแนวโน้มที่ดีกว่าช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. ปีที่แล้ว ทำให้มองว่าเศรษฐกิจไตรมาส 1/60 จะโตกว่า 3% ในไตรมาส 4/59 หนุนโดยการส่งออกที่ดีขึ้น ราคาพืชทางการเกษตรที่ฟื้นตัว การบริโภคภาคเอกชนที่สูงขึ้น และภาคท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น โดย สศช. จะประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 1/60 ในวันที่ 15 พ.ค. (Bangkok Post)

• WHA (ราคาปิด 3.08 บาท) กำลังอยู่ในช่วงพูดคุยกับกลุ่มอาลีบาบาที่ต้องการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาเมืองอุตสาหกรรม อี-คอมเมิร์ซ หรือ Fifth Generation ในประเทศไทย โดยที่ดินที่กลุ่มอาลีบาบาต้องการซื้อจะอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยองและสมุทรปราการ (Bangkok Post)

• ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นประเด็นที่จับตามอง โดยนายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐเตือนเกาหลีเหนือว่าอย่าท้าทายการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เขายืนยันว่ายุคแห่งการใช้ความอดทนกับเกาหลีเหนือได้จบสิ้นแล้ว(Reuters)

• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น จึงลดความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีรายงานว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์มีแนวโน้มที่จะแต่งตั้งประธานเฟดที่เป็นมิตรกับธนาคารในการกำกับดูแล อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.252% หลังจากลดลงสู่ระดับ 2.198% เมื่อคืนก่อน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับแต่วันที่ 17 พ.ย. (Reuters)

ยังอ่าน: MORNING CALL ACTION NOTES (26 เม.ย.60)

• ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเทียบกับเงินเยนเมื่อวันจันทร์ หลังจากนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวว่าค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่งจะเป็นสิ่งที่ดีในระยะยาว แต่ดอลลาร์สหรัฐยังคงอ่อนค่าเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ เนื่องจากปัญหาความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าสู่ระดับสูงสุดในรอบวันที่ 109.05 เยน หลังจากที่ Financial Times ระบุว่านายมนูชินกลบเกลื่อนการให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีทรัมป์กับหนังสือพิมพ์ วอลล์สตรีทเจอร์นัลเมื่อสัปดาห์ก่อนซึ่งทรัมป์ได้กล่าววว่าดอลลาร์สหรัฐกำลังแข็งค่ามากเกินไป (Reuters)

• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อวันจันทร์เนื่องจากนักลงทุนหันเหความสนใจจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สู่รายงานผลประกอบการของบริษัทต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงเหตุการณ์ปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นต่าง ๆ ปรับตัวขึ้นในวงกว้างนำโดยกลุ่มธนาคารและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/60 ที่แข็งแกร่งของกลุ่มธนาคารที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนและความคาดหวังเพิ่มขึ้นว่าผลการดำเนินงานโดยรวมจะออกมาแข็งแกร่งเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น (Reuters)

• กำไรของบริษัทใน S&P500 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10.4% ในไตรมาส 1/60 ซึ่งเป็นการเติบโตในระดับสองหลักเป็นครั้งแรกนับแต่ไตรมาส 3/57 จากข้อมูลของ Thomson Reuters I/B/E/S (Reuters)

• ตลาดยุโรปส่วนใหญ่ปิดทำการในวันจันทร์เนื่องในวันหยุดอีสเตอร์ (Reuters)

• เศรษฐกิจจีนขยายตัว 6.9% YoYในไตรมาส 1/60สูงกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 6.8% และสูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3/58 โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลและตลาดที่อยู่อาศัยที่มีแนวโน้มที่จะร้อนมาก ยอดผลิตในโรงงานของจีนเพิ่มขึ้น 7.6% YoYในเดือนมี.ค. ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น 9.2% ในไตรมาส 1/60 ซึ่งเป็นไปตามคาด (Reuters)

• จีนย้ำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการใช้ระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ จีนคัดค้านระบบรักษาความปลอดภัย (THAAD) และกระตุ้นให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันเพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ขณะที่นาย Hwang Kyo-ahnรักษาการประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และเข้าพบรองประธานสหรัฐฯ นาย Mike Pence ในวันจันทร์ เพื่อยืนยันแผนการการใช้งานของระบบนี้ (Reuters)

• ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงในวันจันทร์ แม้ว่า GDP จะดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 1/17 เนื่องจากนักลงทุนได้ทิ้งหุ้นทั่วกระดานหลังจากที่หน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ชั้นนำของประเทศกล่าวว่าจะลงดาบเพื่อต่อสู้กับพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสมในตลาด (Reuters)

• น้ำมันดิบลบวันจันทร์ เพราะการซื้อขายยังเบาบางหลังวันหยุดยาวอีสเตอร์ และมีข่าวว่าสหรัฐจะเพิ่มการผลิตน้ำมันหินดานเพิ่ม มีการขายทำกำไรหลังบวกมาแล้วสามสัปดาห์ น้ำมันดิบ Brent ลบ 53 เซนต์ปิด 55.36 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล น้ำมันดิบสหรัฐลบ 53 เซนต์ปิด 52.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)

• ทองคำย่อลงจากจุดสูงสุดรอบห้าเดือนวันจันทร์ เพราะผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐดีขึ้นและดอลลาร์ฟื้นออกมาจากจุดต่ำสุด หลังการเมืองตึงเครียดในเกาหลีเหนือทำให้มีความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ราคาทองคำตลาดจรบวก 0.05% ปิด 1,285.86 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังแตะจุดสูงสุดใหม่นับตั้งแต่ต้น พ.ย. ที่ 1,295.42 ดอลลาร์สหรัฐ (Reuters)

ยังอ่าน: MORNING CALL ACTION NOTES (24 เม.ย.60)

ที่มา: bangkokbiznews.com

มีส่วนร่วมในเครือข่ายทางสังคม:

ความคิดเห็น - 0