#ชีวิตดี๊ดี "พรีเวดดิ้ง"

13 กุมภาพันธ์ 2558, 3:00 น.

61 0

#ชีวิตดี๊ดี "พรีเวดดิ้ง"

"ก็คงแปลกเหมือนกันนะที่ไม่ถ่ายพรีเวดดิ้ง เพราะที่แป้งไปมาทุกงานมีรูปพรีเวดดิ้งหมดเลย แต่แป้งว่าถ้างานแป้งจะต้องเอารูปมาติดก็จะเอารูปที่เราเคยไปเที่ยวด้วยกันมาติดดีกว่า เพราะจุดประสงค์ในการแต่งงานของแป้งคือการใช้ชีวิตคู่ เพราะฉะนั้นเราคงไม่จำเป็นต้องถ่ายพรีเวดดิ้งเพื่อใช้เป็นความทรงจำอะไรของเรา"

"ตอนหลังเทรนด์การถ่ายภาพเอาท์ดอร์จะเยอะขึ้น ทุกคนต้องการความเป็นยูนีค เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่แค่ในสตูดิโอแล้ว มันต้องออกไปข้างนอก แล้วพอเป็นเทรนด์เอาท์ดอร์คู่รักก็อยากได้ภาพที่สวยงามแตกต่างอีก เดิมเลยจะชอบถ่ายทะเลนะสำหรับพรีเวดดิ้ง แต่พอนานๆ เข้าทุกคนจะรู้สึกจำเจ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ก็เริ่มอยากได้อะไรที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งเมืองไทยเราเองก็มีชอยซ์ให้เลือกไม่มากนัก หรือบางที่ก็เข้าถึงยาก เพราะฉะนั้นถ้าต้องการความโดดเด่นก็ต้องเลือกที่แปลกๆ หรือที่สงวน"

"เคยมีกรณีที่รีสอร์ทบางที่อนุญาตให้ถ่ายพรีเวดดิ้ง แต่สุดท้ายก็ยกเลิกการถ่ายภาพไปเพราะทีมงานไปรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของลูกค้าในรีสอร์ท คือบางที่เขาขายวิลล่าด้วย ซึ่งจะเป็นพื้นที่เฉพาะ แล้วไอ้พื้นที่เฉพาะนี่ก็สวยไง มันก็เลยกลายเป็นโลเคชั่นที่น่าสนใจ แต่ลืมไปว่านั่นคือพื้นที่ส่วนตัว ลูกค้าเขาซื้อมาเพราะอยากมีพื้นที่ส่วนตัว แต่บางคนไปถ่ายพรีเวดดิ้งในพื้นที่ส่วนตัวเขา รีสอร์ทบางแห่งก็จำเป็นต้องยกเลิกการถ่ายพรีเวดดิ้งไป"

"ภูเก็ตมีครบทุกอย่าง โดยเฉพาะทะเลสวยๆ บางทีลูกค้าผมอยากไปถ่ายทะเลไกลๆ อย่างไปสิมิลัน หรือไปเกาะต่างๆ เราก็จะต้องบอกว่ามันมีเรื่องการเดินทาง เรื่องกฎอุทยานฯ ซึ่งเอาจริงๆ ลูกค้าหลายคนไม่ต้องการขนาดนั้น เพราะมันเหนื่อยเดินทาง บางวันที่อากาศดีๆ ทะเลรอบๆ ภูเก็ตก็สวยพอจะถ่ายได้ ไม่ต้องไปเกาะเลย หรือถ้าต้องไปจริงๆ ผมจะเช็คกฎของอุทยานฯ ว่าที่ไหนมีกฎยังไง ซึ่งจริงๆ ช่างภาพทุกคนก็ต้องทำแบบนี้ เราต้องเช็คว่าอุทยานฯ อนุญาตให้แค่ไหน เอาชุดไปได้มั้ย อย่างสิมิลันหรือเกาะตาชัยนี่ชัดเจนเลยว่าไม่ได้ เขาห้ามอยู่แล้ว เพราะมันดูเชิงพาณิชย์เกินไป จริงๆ ผมเองก็ไม่สนับสนุนด้วย ผมชอบให้ลูกค้าใส่ชุดสบายๆ ดูสนุกสนาน ไม่แนะนำให้เอาชุดบ่าวสาวไปเลย"

"เดี๋ยวนี้คนนิยมไปถ่ายพรีเวดดิ้งเมืองนอกมากขึ้น สังเกตว่าพอเราลองถามในเฟซบุค แป๊บเดียวเต็มแล้ว คือหลักๆ เลยต้องเป็นกลุ่มคนที่มีทุน เพราะไปครั้งหนึ่งก็เป็นแสนแล้ว เพราะฉะนั้นลูกค้าที่ไปต้องเป็นกลุ่มที่ชอบท่องเที่ยว และกลุ่มที่มีทุนทรัพย์"

"เมื่อก่อนคนจะโยนบัดเจ็ตไปที่การถ่ายพรีเวดดิ้งมากกว่าวันแต่งงานจริง แต่ก็อยากจะบอกว่างานแต่งงานไม่ได้มีแค่พรีเวดดิ้ง มันยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่เป็นค่าใช้จ่ายอีก เช่น การตกแต่ง โรงแรม ชุด ฯลฯ คู่รักควรให้ความสำคัญกับวันแต่งจริงๆ มากกว่า ประเภทที่ไปต่างประเทศก็เป็นกลุ่มคนที่มีเงินหนา ซึ่งเด็กสมัยนี้ให้ความสำคัญมาก หลายคนก็ไป หลายคนจัดงานใหญ่โต คือถ้าตัวเองมีไม่พอก็ยังมีแบ็ก(พ่อแม่)ช่วย มันเลยเป็นค่านิยมแบบไทยๆ คือ ได้หน้าไว้ก่อน ทุกอย่างต้องเพอร์เฟคท์ ประเภทหน้าใหญ่ใจโต"

"มูลค่าที่ต้องจ่ายต่างประเทศจะเยอะสุด เพราะมันครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด อย่างในเมืองไทย สตูดิโอกับฟรีแลนซ์ก็ต่างกัน สตูดิโอค่าจ้างอาจไม่แพง แต่เม็ดเงินจะมาพร้อมการขายรูป ซึ่งเม็ดเงินตรงนี้จะเยอะ เช่นจ้างถ่าย 50,000 ทั้งในสตูดิโอและเอาท์ดอร์ ซึ่งบ่าวสาวจะได้รูปแค่ 16 รูปตามแพ็คเกจ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะต้องซื้อเพิ่ม เพราะชอบรูปที่ถ่ายมา อันนี้มันเป็นธรรมดาเลย เพราะฉะนั้นบางคู่ถึงต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อในส่วนนี้เพิ่มอีกมาก เท่าที่เจอมาก็ประมาณ 1 แสน ถึง 4 แสนบาท ที่เจอนะ เราก็จะต้องบอกลูกค้าว่าให้เลือกที่ชอบที่สุดก็พอ เพราะถ้าเหมาหมดมันก็แพง เดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่จึงเลือกถ่ายกับฟรีแลนซ์ เพราะฟรีแลนซ์ได้รูปทั้งหมด ดูน่าสนใจกว่า และมีมุมมองในการถ่ายภาพที่ใหม่กว่า ราคาก็ถูกกว่า คือราวๆ 30,000 - 1 แสนบาท ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของช่างภาพ แล้วก็จะได้ภาพทั้งหมด"

ที่มา: bangkokbiznews.com

ที่หน้าประเภท

Loading...