“ตูน” เปิดใจ เจ็บหมดทุกส่วนแต่อยู่ได้เพราะรอยยิ้ม คิงพาวเวอร์บริจาคเงิน 87.64 ล้าน

3 ธันวาคม 2560, 19:28 น.

4 0

“ตูน” เปิดใจ เจ็บหมดทุกส่วนแต่อยู่ได้เพราะรอยยิ้ม คิงพาวเวอร์บริจาคเงิน 87.64 ล้าน

เผยแพร่: 4 ธ.ค. 2560 02:28:00 โดย: MGR Online

“ตูน บอดี้สแลม” วิ่งสู้ฟัดเพื่อโรงพยาบาล กวาดเงินกรุงเทพ 100 ล้าน คิงพาวเวอร์บริจาคา 87.64 ล้าน เผยเจ็บหมดทุกส่วนในร่างกาย แต่อยู่ได้เพราะรอยยิ้มทำให้มีพลังวิ่งต่อ เผยเรื่องตลกกองเชียร์หลายคนเป็นห่วงถามทำไมไม่ขึ้นรถไป ตั้งใจวิ่งให้ถึงจุดหมายภายใน 55 วันตามกำหนด .

“ผมว่ามันเป็นเหมือนผลพลอยได้ สิ่งที่เกิดขึ้น ผมเองไม่คิดว่าจะเกิดรวดเร็วและวงกว้างขนาดนี้ในตอนแรก ผมคิดว่า ผมอยากจะใช้สิ่งที่ผมมีความสุข ผมมีความสุขกับการออกกำลังกาย เล่นฟุตบอล ตีปิงปอง ผมมีความสุขอยู่กับมันได้โดยไม่ต้องมองเวลามองนาฬิกา ผมอยากทำกับสิ่งที่มีความสุขให้เกิดประโยชน์กับคนอื่นด้วย อยากใช้เสียงที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น อาจมีคนได้ยินในสิ่งที่เราเปล่งเสียงบ้าง บอกเล่าเรื่องโรงพยาบาลที่เรารู้ได้เห็นให้คนใจดีทุกคนฟังว่ามีตรงนั้นตรงนี้ว่าต้องการความช่วยเหลือ เราเล่าบอกไปใครจะช่วยเหลือไม่ช่วยเหลือแล้วแต่สิทธิส่วนบุคคล”

“เราดีใจที่เห็นคนไทยมารวมกันที่นี่ วิ่งจากเบตงมาถึงกรุงเทพฯ 33 วัน มาถึงที่นี่สักที เรื่องตลกระหว่างทาง ผมเจอคนเยอะมาก เจอคุณยายหลายคน บอกด้วยความเป็นห่วงว่า ถ้ามันเหนื่อยมาก ทำไมไม่ขึ้นรถไปล่ะลูก เขาเป็นห่วง ว่าเราเหนื่อยขนาดนี้ทำไมไม่ขึ้นรถ และผมไม่ได้เจอคนเดียว 3-4 คนบอกผมอย่างนี้ ผมก็บอกไม่ได้ๆ ผมต้องวิ่งไป ตลอดทางมีเหรียญบาท ห้าบาท สิบบาท แบงก์ยี่สิบ แบงก์ร้อย แบงค์พัน บางคนเป็นหมื่นหยิบใส่มือเรา 33 วัน มาถึงกรุงเทพ จากเศษเงินที่ว่ารวมเป็น 400 กว่าล้าน ผมอยากเห็นพลังคนไทยที่รวมกัน มีน้อยให้น้อย มีมากให้หน้อย ไม่เดือดร้อนตัวเอง อยากให้เกิดพลังตรงนี้”

“ความจริงผมต้องถึงกรุงเทพวันที่ 1 ธ.ค. ช้าไป 2 วัน รวมระยะทาง 100 กิโลเมตร ผมต้องทำให้ได้ 55 วัน บางคนบอกไม่ต้องก็ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่มุ่งมาดปรารถนาในฐานะนักกีฬาว่าเป็นคนไทยคนแรกที่พิชิตในเวลาและระยะทางเท่านี้ ก็อยากตั้งใจทำให้ได้อย่างที่เราตั้งใจไว้ก่อน ไม่อยากแบบว่า 2 เดือนก็ได้ 3 เดือนก็ได้ ค่อยๆ ไป ผมไม่อยากให้มันดูเหลาะแหละ ผมอยากทำให้ได้”

“ผมรู้สึกมีความสุขมาก ถึงแม้ว่าร่างกายจะมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอดเวลา หรือแม้แต่วันที่มันไม่เป็นดั่งใจจนต้องหยุดพัก รวมไปถึงทีมแพทย์สั่งให้หยุด แต่สุดท้ายวันนี้ผมก็เดินทางมาถึงกรุงเทพได้ มันอาจจะล่าช้ากว่ากำหนดไป 2 วัน แต่ผมก็มีความสุขมากครับ"

"ถามว่าตอนที่ร่างกายบาดเจ็บผมรู้สึกยังไง แน่นอนครับมันต้องรู้สึกไม่ดีอยู่แล้ว แต่เราก็อุ่นใจตรงที่เรามีทีมแพทย์และทีมกายภาพติดตามกันไปตลอด ช่วยกันวิเคราะห์วันต่อวัน รวมถึงช่วยรักษาวันต่อวัน จนสุดท้ายก็ประคองกันมาจนถึงวันนี้ผม และเอาจริงๆ ผมคิดตั้งแต่ก่อนวันที่จะเริ่มวิ่งแล้วครับว่า การบาดเจ็บปวดหรืออะไรที่มันไม่เป็นดั่งใจ มันต้องเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมอยู่แล้ว แต่อย่างที่บอกเราเองก็มีทีมที่ทำงานหนักที่ทำหน้าที่ค่อยๆ ประคับประคองกันไป จนวันนี้เรามาถึงกรุงเทพได้ครับ"

"สำหรับสภาพร่างกายของผม ณ ตอนนี้ ก็อะไรที่เจ็บได้ผมก็เจ็บหมดครับ (ยิ้ม) แต่สิ่งที่ทำให้ผมยังวิ่งได้ก็คือรอยยิ้ม ตั้งแต่วันแรกที่เบตงจนถึงวันนี้ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยรอยยิ้มของทุกคน เสียงเชียร์ของทุกคน ทุกคนออกมาร่วมด้วยช่วยกันกับเรื่องที่เราบอกผ่านเกี่ยวกับโรงพยายาลที่ขาดแคลนต่างๆ มันทำให้แม้ว่าร่างกายของผมจะช้ำ แต่ข้างในใจมันยังมีแรงต่อไปได้เพราะภาพเหล่านี้ครับ"

"ในส่วนกำหนกการที่วางไว้ว่าจะต้องไปถึงในระยะเวลา 55 วัน ก็อย่างที่ผมได้บอกบนเวทีในฐานะนักกีฬาหรือนักวิ่ง ผมก็อยากจะพิชิต ซึ่งครั้งที่แล้วผมพิชิตระยะ 400 กิโลเมตร จากกรุงเทพสู่บางสะพานภายในระยะเวลา 10 วัน ตามที่กำหนดได้ และครั้งนี้เราก็คิดว่าเราอยากจะทำให้ได้ตามที่เรากำหนดเช่นเดียวกัน โดยที่เราก็ทำเต็มที่ที่สุด ซึ่งสุดท้ายมันจะอยู่ที่กี่วันก็เป็นเรื่องของอนาคต เพียงแค่สิ่งที่เราตั้งใจเราก็อยากจะทำให้มันสำเร็จ เพราะมิเช่นนั้นความตั้งใจมันก็จะดูเลื่อนลอย"

“พี่ตูนเป็นสัญลักษณ์ของคนไทยอย่างชัดเจน โครงการที่พี่ตูนมาเล่าให้ผมฟังในเวลา 20 นาที ตั้งแต่คำแรกที่เขาพูดออกมา วันนั้นกับวันนี้ยังเหมือนเดิม คือเขาสบายใจ เขาสนุก และเขามีความสุขที่เห็นรอยยิ้มคนไทย และยังยืนว่าเขาเป็นคนที่ทำให้คนไทยรู้จักคำว่าให้ ทำให้คนสามัคคี ทำให้ประเทศไทยมีความสนุกทั้งประเทศ เขาอาจจะเป็นแค่คนคนหนึ่งที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งพยายามทำในสิ่งที่ยากลำบาก ไม่อยากให้ทุกคนใช้แรงกดดันตรงนี้มากดดันว่าพี่ตูนจะต้องวิ่งถึงในวันที่เท่าไหร่ ผมเชื่อว่าพี่ตูนเป็นนักกีฬา ผมเชื่อว่าพี่ตูนทำได้ ผมว่าการทำบุญทำทานเป็นส่วนหนึ่งที่ทุกคนในประเทศไทยทำกันอยู่แล้ว พี่ตูนเป็นแค่คนที่เดินสาย ทำให้คนไทยร่วมใจกันทำบุญ ผมว่ามันเป็นพลังที่ทุกคนอาจจะยังไม่เห็น แต่ผมเชื่อว่าเท่าที่ผมวิ่งกับพี่ตูนมาเมื่อกี้ ไม่มีใครทำหน้าไม่ดี ทุกคนมีความสุขในการที่เห็นพี่ตูนวิ่ง ทุกคนมีความสุขในการให้ ไม่มีใครหยิบแบงค์พันใส่ถุงโดยที่ไม่คิด ผมว่ามันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ และตรงนี้มันทำให้คนรู้จักให้ โดยพี่ตูนให้ที่ความเจ็บปวด ให้เวลา ให้ทุกอย่างที่พี่ตูนทำเพื่อคนไทย และคนไทยก็ให้พี่ตูนกลับมา เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลก็ให้โดยการรักษาคนไทยทุกคน ซึ่งนั้นก็คือการให้ ดังนั้นผมเลยต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ทำก็เอาให้ถึงพันไปเลยครับ ผมก็อวยพรให้ทำให้ได้ถึงเท่านั้นนะครับ”

ยังอ่าน: “ก้าวไปกับพี่ตูน” ชาวขอนแก่นนัดวิ่งหาเงินสมทบ 16 ธ.ค.นี้

ที่มา: mgronline.com

ที่หน้าประเภท

Loading...