ทางออกลิขสิทธิ์ดนตรี

16 มีนาคม 2558, 9:23 น.

30 0

ทางออกลิขสิทธิ์ดนตรี

“เอาเข้าจริงๆ ปัญหานี้เกิดขึ้นใกล้ๆ กันกับเทปผีซีดีเถื่อน เป็นความเปลี่ยนแปลงที่มาจาก พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ เมื่อปี พ.ศ. 2537 แต่ก็ใช้เวลานานเป็น 10 ปี กว่าเริ่มมีการใช้สิทธิเผยแพร่อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเมื่อปี 2548 ที่มีการจัดตั้งองค์กรจัดเก็บ โดยก่อนหน้านั้น กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวผลักดันในเรื่องนี้ จะมีแต่บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี กับทาง Phonorights เป็นตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงจากต่างประเทศเท่านั้น”

“สมัยนั้น จะมีก็แต่ทีมของ อ.วิรัช อยู่ถาวร ที่เล็งเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ จึงพยายามชักชวนครูเพลงให้มาร่วมกัน ตั้งระบบดูแลนักแต่งเพลง ในรูปของบริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี ประเทศไทย ซึ่งสาเหตุที่จดในรูปบริษัท เพราะกฎหมายไทยไม่เปิดช่องให้จดเป็นนิติบุคคลในรูปแบบอื่นๆ จึงทำให้หลายๆ คนยังไม่มั่นใจนัก กับฐานะการเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ทั้งที่เครือข่ายที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ อย่าง ซีแซค เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรก็ตาม”

“อย่าลืมว่า เราอาจจะมีนักแต่งเพลงเป็นหลักหมื่นหลักแสน แต่หากมองในแง่ผู้ใช้งาน ผู้ประกอบการใหญ่น้อยทั้งหลาย น่าจะมีจำนวนมากกว่านั้นหลายเท่า เป็นหลักล้าน หรือเผลอๆ เป็นหลักสิบล้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ร้านข้าวแกง โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ที่ไหนเปิดเพลง ไม่ว่าจะใช้ source ใด ทั้งซีดี หรือจากทีวีวิทยุ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์จับเก็บได้หมด”

“อัตราการจัดเก็บจะเป็นเท่าไหร่นั้น ต้องมาดูกันที่ความสำคัญของเพลงในธุรกิจนั้นๆ ถ้าคุณทำร้านคาราโอเกะ ความสำคัญของเพลงย่อมมีมากกว่าคุณทำร้านขายข้าวแกง เพราะทำร้านขายข้าวแกง คุณอาจจะไม่เปิดเพลง แต่คนก็ยังมากินข้าว เพราะอาหารคุณอร่อย”

“การมีบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์มากมาย คือจุดเริ่มต้นของปัญหาในทุกวันนี้ โดยคอนเซ็พท์ ของเรื่องนี้ คือการให้ความสำคัญแก่การสร้างสรรค์ ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา แต่รัฐต้องดูในแง่การบังคับใช้กฎหมายด้วย ว่าเป็นไปได้เพียงใด รัฐควรมีมาตรการที่ดีกว่านี้ ควรมีการกำกับดูแล ดูอัตราการจัดเก็บว่าเหมาะสมหรือไม่ ทุกวันนี้ รัฐสักแต่บังคับใช้กฎหมาย แต่ไม่ได้ดูปัญหาที่ตามมา”

“ตอนนี้ มันเลยไม่ต่างจากทุ่งสังหาร มีกับระเบิดเต็มไปหมด ผมเข้าใจว่า ทั่วทั้งประเทศ มีคดีจับกันทุกๆ อาทิตย์ และส่วนใหญ่ลงเอยด้วยศาลเตี้ย คุณปล่อยให้เจ้าหน้าที่ หรือใครก็ไม่รู้มาเก็บเงินจากผู้ประกอบการ ซึ่งน่าจะตกอยู่รายละ 30,000-50,000 บาท กับเคสกี่พันกี่หมื่นเคสในรอบหลายปีที่ผ่านมา คิดดูว่ารวมเป็นเงินเท่าไหร่ แล้วขอถามว่า มันช่วยทำให้ชีวิตนักแต่งเพลงดีขึ้นมั้ย”

“ผู้ประกอบการที่จ่ายค่าใช้งานดนตรีกรรมเหล่านี้ ก็หวั่นๆ ว่าตัวเองจะละเมิด เพราะจ่ายได้ไม่หมดทุกเจ้า และไม่รู้ว่าจะควบคุมการใช้เพลงของตัวเองได้อย่างไร ทุกวันนี้ เขาจ่ายเงิน แต่เขาก็ยังไม่สุขสบายใจ ทุกวันศุกร์วันเสาร์ยังต้องคอยระแวดระวัง ว่าจะมี ‘นักบิน’ มาตามอ้างสิทธิเก็บเงินมั้ย ชีวิตเหมือนอยู่ในแดนทุ่งสังหาร อย่างไรอย่างนั้น”

“สมมติ ในคอนเสิร์ตหนึ่งๆ มีเพลงที่จะเล่น 20 เพลง คิดเพลงละ 5 หมื่นบาท รวมแล้วเท่ากับ 1 ล้านบาท ค่าตัวศิลปินที่มาแสดงจริงๆ ยังไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ เราลองมาดูว่าต้องขายตั๋วได้เท่าไหร่ ถึงจะจ่ายเงินขนาดนี้ได้ หากคิดสัดส่วนค่าใช้จ่ายเพลงอยู่ที่ 3 เปอร์เซนต์ ยอดเงินขายตั๋วต้องขายได้ถึง 33.34 ล้านบาท แล้วจะมีคอนเสิร์ตไหนบ้างที่ขายตั๋วได้ขนาดนั้น ในเมืองไทย ก็อาจจะมีเฟสติวัลอย่าง มันใหญ่มาก ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้ใช้แค่ 20 เพลง น่าจะใช้เป็นร้อยๆ เพลงจากหลายๆ วงรวมกัน นี่คือสาเหตุที่ผู้ประกอบการไม่สามารถขึ้นงานได้ พอแค่คิด ก็โดนกับระเบิดตาย และผมเชื่อว่าตายไปเยอะแล้วด้วย”

“ตอนนี้ ผู้ประกอบการไม่มีความสุข เพราะไม่ได้รู้สึกเลยว่าตัวเองจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนนักแต่งเพลง แต่มีความรู้สึกไม่ต่างจากการจ่ายค่าคุ้มครองเท่าใดนัก”

เรื่องนี้ต้องรอดูฝีมืออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาคนใหม่ ว่าจะเปลี่ยนแปลงทุ่งสังหารแห่งนี้ ให้กลายเป็นทุ่งดอกไม้-ได้หรือไม่.

ที่มา: bangkokbiznews.com

ที่หน้าประเภท

Loading...