ทางเดินหลังไมค์ของ‘พลับ’

2 มีนาคม 2558, 12:37 น.

62 0

ทางเดินหลังไมค์ของ‘พลับ’

๐ ไม่ได้เรียนมาทางด้านการโรงแรม ดังนั้น ในด้านของธุรกิจการบริหาร คุณพ่อคุณแม่ถ่ายทอดอะไรให้บ้าง?

๐ ย้อนกลับไปถามเรื่องของการเรียนสักนิด ทำไมเลือกเรียนด้านเศรษฐศาสตร์? เศรษฐศาสตร์ยากมากครับแต่ก็พยายามเรียนจนสำเร็จ ก่อนอื่นที่ผมเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เพราะว่าผมรักนิวยอร์ก ผมว่านิวยอร์กเหมือนผู้หญิงที่เซ็กซี่ไม่น่าเบื่อ มองไปทีไรก็ไม่น่าเบื่อ คุยด้วยก็ไม่น่าเบื่อ นิวยอร์กไม่เคยทำให้ผมเบื่อเลยสักวัน มีอะไรให้ผมทำตลอดเวลา ผมอยากได้อะไรมันก็อยู่ที่นั่น ร้านอาหารดังอย่าง Babbo Ristorante ที่ใครๆ ก็อยากมากิน ต้องจองโต๊ะกันเป็นเดือนๆ แล้วบินมาจากทั่วโลกเพื่อมากินก็อยู่ที่นั่น ผมแค่โทรไปก็จองโต๊ะได้แล้ว ร้านระดับมิชลิน 3 ดาว ผมก็กินมาหลายที่แล้ว ไม่ใช่ร้านแพงๆ อย่างเดียวนะ ร้านทั่วๆ ไปแต่อร่อยก็มี เช่นบะหมี่ โจ๊ก ที่คนฮ่องกงเองก็ยังต้องบินมากิน ร้านราเม็งอร่อยๆ ที่คนญี่ปุ่นยังต้องบินมากิน ก็อยู่ที่นั่น ผมแค่ไปต่อแถวก็ได้กินแล้วไม่ต้องจอง นั่นคือเสน่ห์ของนิวยอร์กที่ผมชอบ ส่วนมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เป็นมหาวิทยาลัยที่ทันสมัย ไม่คอนเซอร์เวทีฟจ๋า ผมใช้ชีวิตอยู่ 3 ปีครึ่งไม่เคยเบื่อเลยซักวัน

๐ เคยประสบการณ์เกเรมีไหม? เอาเรื่องที่ค่อนข้างโอเคหน่อยก็แล้วกันนะครับ คือมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมไปเที่ยวดึกมากจนถึง 6 โมงเช้า ก็เลยบอกแม่ว่าผมจะไปนอนบ้านเพื่อนเลยก็แล้วกัน ก็ตัดสินใจหอบหมอนไปด้วย เพราะผมเป็นโรคติดหมอนที่บ้านมาก ความเรื่องนี้ไม่น่าบอกเลยนะครับ (หัวเราะ) ตอนนั้นผมอายุ 20 ปี แก๊งมีกัน 7 คน แต่วันนั้นไปกัน 6 คน ดื่มกันเต็มที่มาก หลังจากตระเวนทั่วกรุงเทพฯ กลับมาบ้านเพื่อนอีกคนตอนตี 4 เพื่อนทุกคนน็อค แต่ผมนอนไม่หลับเพราะเวลาดื่มเยอะๆ แล้วจะนอนไม่หลับ ก็เลยออกมาโบกแท็กซี่กลับบ้านทั้งๆ ที่ใส่ชุดนอนถือหมอนออกมาด้วย ตอนตี 5 ไม่กล้ากดกริ่งหน้าบ้าน ก็เลยเหวี่ยงหมอน ปีนข้ามรั้ว แต่ก็เข้าบ้านไม่ได้อีก เพราะไม่อยากปลุกแม่ (ดร.อุษณี) เพราะบอกว่าจะไม่กลับบ้าน แต่แม่เปิดประตูมาเห็นพลับถือหมอนใส่ชุดนอน คงได้ยินตอนที่ปีนรั้วโดดลงมาตุ๊บนั่นแหละ แม่พูดว่า อืม...ตกลงนอนที่บ้านเพื่อนไม่ได้ใช่ไหม เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นมาแล้วค่อยคุยกันนะ (หัวเราะ)

๐ เมื่อไหร่จะมีผลงานในวงการบันเทิงอีก? งานเพลงมันไม่มีวันหายไปจากชีวิตผมหรอก อย่างตอนเข้ามหาวิทยาลัยก็เอางานเพลงมาเป็นพอร์ตส่งทางมหาวิทยาลัย เพราะมันเป็นทั้งชีวิต ทำให้เราโดดเด่น งานเพลงอยู่กับผมตลอดเวลา ความเป็นนักร้องก็ติดตัวมาตลอดเวลา แต่จะมีงานออกมาอีกเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้จริงๆ ผมคิดอยู่อย่างหนึ่งว่า การที่จะพัฒนาตัวเองได้ ต้องออกมาจากพื้นที่ที่เรารู้สึกปลอดภัย ผมคิดว่าการร้องเพลงเป็นเซฟตี้โซนของผม เป็นอะไรที่ทำแล้วรู้สึกสบายๆ ไม่ซีเรียส ซึ่งตอนนี้ผมอยากจะลองเปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนอาชีพ ไม่งั้นชีวิตก็จบไปแล้วตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ผมไม่อยากให้จบแค่นั้น ถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ถนัดสำเร็จ ได้ท้าทายกับการเรียนรู้ใหม่ๆ ถือเป็นสิ่งที่ทำให้เราพัฒนาตัวเองได้ ความฝันของผมอีกอย่างในอนาคตอาจจะทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง คงจะแฮปปี้มากๆ หากได้ทำธุรกิจที่ทำเพื่อสังคมไปด้วย ส่วนงานบันเทิงก็ได้รับการติดต่อให้ไปเล่นละครนะ ผมว่าพลับตอนเด็กเล่นละครห่วยยังไง โตขึ้นก็คงไม่ดีไปกว่านั้น (หัวเราะ) ต้องขอโทษด้วยที่ยังไม่มีผลงานเพลงและผลงานละครในตอนนี้ แต่ไม่เป็นไรนะครับยังไงก็มาพักที่โรงแรมผมได้ จะดูแลอย่างดีครับ (ฮา)

ที่มา: bangkokbiznews.com

ที่หน้าประเภท

Loading...