ย้อนยุค "คณะรำวง"

6 มีนาคม 2558, 5:00 น.

42 0

ย้อนยุค "คณะรำวง"

"ถ้าจะบอกว่ายุคเฟื่องฟูที่สุดของคณะรำวงน่าจะราวๆ ปี 2515 ช่วงนั้นยืนยันได้เลยว่าที่อำเภอพานนี่แหละ ที่มีคณะรำวงมากที่สุดในประเทศ"

"ระหว่างคณะแม่คาวโตน สตาร์ กับคณะรุกขชาติ เกิดร่วมยุคเดียวกัน ประมาณปี 2514 แต่คณะแม่คาวนั้นดังกว่า เพราะนักดนตรีเก่งมาก เมื่อก่อนนั้นผมเล่นอยู่กับคณะรุกขชาติ เป็นคู่แข่งกับแม่คาวโตน สตาร์ รำวงสมัยก่อนต้องเล่นสดเต็มวง ไม่ได้ใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์เหมือนกับทุกวันนี้ เหมือนกับเป็นวงดนตรีวงหนึ่ง"

"คณะรำวงแม่คาวโตน สตาร์ เริ่ม ปี 2514 แล้วก็หยุดเมื่อ ปี 2526 จากนั้นก็เริ่มใหม่ปี 2537 โดยผมนำมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่ก่อนหน้านั้นผมอยู่คณะรุกขชาติ แต่สนิทกับนักร้องหญิงของคณะแม่คาว จนกระทั่งมาใช้ชีวิตร่วมกันและนำเอาคณะรำวงแม่คาวโตนมาทำใหม่อีกครั้ง จนกระทั่งถึงทุกวันนี้อย่างที่เห็นนี่แหละ"

"ที่มาเป็นสาวรำวงนั้นก็เพราะเห็นว่ามันเป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ อีกอย่างหนึ่งคือเราไม่ได้เรียนหนังสือ ส่วนมากจะจบแค่ ป.4 เท่านั้น อยู่บ้านก็ไม่มีอาชีพอะไร อีกอย่างหนึ่งซึ่งการเป็นสาวรำวงนั้นได้ออกจากบ้านไปพบเห็นสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ตามสถานที่ต่างๆ อีกอย่างวัยตอนนั้นก็เป็นวัยที่กำลังสนุกด้วย...จึงทำให้สาวๆ ที่นี่เป็นสาวรำวงกันมาก"

เช่นเดียวกับบัวชอน บุญสุข เธอบอกว่า "คณะรำวงจะตระเวนไปทั่ว ที่ไปไกลที่สุดก็คือจังหวัดชุมพร สำหรับทางภาคเหนือนั้นไปทุกจังหวัด สถานที่หลับนอนในแต่ละคืนก็มีทั้งที่เจ้าภาพงานจัดให้ ในโรงเรียนบ้าง หรือไม่ก็วัดบ้าง หรือไม่บางทีก็จัดเต็นท์ทำเป็นที่หลับที่นอนกันเอง กับข้าวกับปลาก็ทำกินกันเอง แต่ถ้าเจ้าภาพที่มาว่าจ้างจัดอาหารการกินให้ก็ถือว่าโชคดีไป"

"สาวรำวงจะมีกฎเกณฑ์นะ คือ ห้ามออกไปเที่ยวคนเดียว ถ้าจะออกจากสถานที่พักจะต้องไปเป็นกลุ่ม หรือเวลาจะไปเข้าห้องน้ำห้องท่า ก็ต้องไปเป็นคู่ๆ... ส่วนบนเวทีรำวงนั้นไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไร "

"ส่วนค่าตัวของสาวรำวงนั้น ก็เริ่มตั้งแต่ 30 บาท ถ้าอยู่นานก็ขยับขึ้นมาเป็น 40 บาท ถือว่ามีประสบการณ์ แต่ถ้าใครมีความสามารถพิเศษร้องเพลงได้ หรือโชว์การเต้นได้ ก็จะได้ค่าตัวเพิ่มมากขึ้น"

"ตั้งแต่ปี 2529 เป็นต้นมา ตอนนั้นดิสโก้เธคกำลังเข้ามา และคนเริ่มหันไปนิยม โดยเฉพาะดิสโกเธกเคลื่อนที่ที่ไปเปิดตามงานต่างๆ ช่วงนี้แหละที่ทำให้คณะรำวงเริ่มตกต่ำลง"

"ช่วงนั้นบางคืนผมเก็บเงินได้แค่ 200 บาทเท่านั้น" สุรินทร์ จันทะไทยเล่าถึงความล่มสลายที่มาเยือน "คือคณะรำวงมันต้องแสดงสดๆ ต้องใช้นักดนตรีจริงๆ และต้องเล่นเป็นวงด้วย นอกจากนี้แล้ว เรายังต้องมีเวที มีไฟด้วย เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายจึงสูง ไม่เหมือนเธคเคลื่อนที่ เปิดเพลงแล้วให้คนดิ้นกันเท่านั้น"

"ช่วงที่ตกต่ำนั้นผมขายเครื่องไม้เครื่องมือไปหลายอย่าง ทั้งไฟทั้งเวที แล้วก็หันไปเล่นดนตรีตามร้านอาหาร เล่นได้สักระยะก็หันไปเล่นดนตรีตามงานศพ เพราะช่วงนั้นคนตายด้วยโรคเอดส์เยอะมาก จึงทำให้มีงานแทบไม่ว่างเว้น เพราะเจ้าภาพงานศพเข้าจ้างให้ไปแสดงนั่นแหละ "

"เดี๋ยวนี้คนกลับมานิยมคณะรำวงอีกครั้ง เป็นลักษณะของรำวงย้อนยุค แต่คณะของผมนำมาปรับให้ร่วมสมัย ไม่ได้ย้อนยุคเสียทั้งหมด ทุกวันนี้มีงานเข้าตลอด ทั้งรำวง และเล่นเป็นวงแบคอัพ แล้วแต่ว่าคนจ้างจะต้องการรูปแบบไหน ส่วนสาวรำวงการเนื้อแต่งตัวก็เป็นยุคใหม่ เช่นเดียวกับนักดนตรี ก็มีนักดนตรีรุ่นใหม่ๆ มาเล่นประจำที่คณะของผม ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่มีใจรักดนตรี หรือบางทีก็เป็นลูกนักดนตรีที่พ่อของเขาเคยเล่นกับคณะรำวงรุ่นเดียวกันผมมาก่อน... สำหรับรายได้นั้นก็พออยู่ได้...ไม่ถึงกับร่ำรวยอะไร"

ที่มา: bangkokbiznews.com

ที่หน้าประเภท

Loading...