รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ ‘ฉันไปเยือนขั้วโลกใต้ มาแล้วสองครั้ง’

29 มีนาคม 2558, 9:09 น.

37 0

“การได้ไปเยือนขั้วโลกใต้เป็นสิ่งที่ดิฉันใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก เพราะอยากไปเห็นนกเพนกวินตัวเป็นๆ ที่ขั้วโลกใต้จริงๆ เพราะฝังใจตั้งแต่เด็กๆ ที่คุณพ่อคุณแม่เคยพาไปดูนกเพนกวินซึ่งอยู่ในห้องแอร์ในสวนสัตว์ แล้วดิฉันสังเกตว่ามันจะเป็นผดตุ่มแดงๆ มองแล้วไม่น่ารักเลย (หัวเราะ) ก็เลยอยากจะไปเห็นเพนกวินตัวเป็นๆ ที่ขั้วโลกใต้ว่ามันจะเป็นยังไงบ้าง”

“ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันนี้เราเป็นห่วงในเรื่องภาวะโลกร้อนกันอยู่ ที่ขั้วโลกใต้จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะจะไปศึกษาวิจัยอย่างมาก เพราะตอนนี้น้ำแข็งที่ขั้วโลกจะค่อยๆ ละลายมากขึ้นเรื่อยๆ อีกอย่างที่ขั้วโลกใต้ยังถือเป็นสถานที่รองรับมลพิษเลยก็ว่าได้ เวลาที่มนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นไปในอากาศ ก๊าซเหล่านี้ก็จะไหลไปรวมกันอยู่ที่ขั้วโลกใต้เพราะแรงดึงดูดของโลก ทำให้ตอนนี้ขั้วโลกใต้มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดแล้ว การไปขั้วโลกใต้จึงเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่ดิฉันทำอยู่”

ฉะนั้น จิตใจจึงต้องมั่นคงไม่หวั่นไหวง่าย ซึ่งทุกคนก็ผ่านการทดสอบมาได้ด้วยดี ตอนหลังถึงได้รู้ว่าการที่เขาเทรนเรานั้นมันมีประโยชน์จริงๆ เพราะในการสำรวจขั้วโลกใต้ เราต้องเดินไปตามทุ่งน้ำแข็งวันละ 8-9 ชั่วโมง ทุกคนจึงต้องมีร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังต้องฝึกดูเข็มทิศให้เป็น เพราะถ้าดูเข็มทิศไม่เก่ง ก็อาจหลงทางบนทุ่งน้ำแข็งขาวโพลนจนเกิดอันตรายถึงชีวิตได้”

จำได้ว่าวันนั้นลมพัดแรงมาก ประกอบกับเราใส่หมวกนิรภัย เวลาใครพูดหรือใครเรียกก็จะไม่ได้ยินเลย แต่จริงๆ แล้วดิฉันกับเพื่อนร่วมทีมห่างกันแค่ 50-60 เมตรเท่านั้นเอง ตอนนั้นเป็นเวลาเย็นมากแล้ว ใกล้จะมืด ขณะที่ดิฉันกำลังเดินเก็บธงตามแนวที่เราสำรวจบนแผ่นน้ำแข็งเพื่อเตรียมตัวกลับสถานี แต่บังเอิญเท้าดิฉันก้าวออกจากแนวสำรวจไปแค่ก้าวเดียวเท่านั้น ก็ทำให้ขาข้างหนึ่งตกยวบลงไปในน้ำแข็งที่ละลาย ด้วยความตกใจทำให้ดิฉันลืมเป่านกหวีดขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทีม ดิฉันก็ตะโกนเรียกเพื่อนใหญ่เลย แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน”

ขณะที่ขาอีกข้างหนึ่งของ รศ.ดร.สุชนา กำลังจะยวบตามลงไปอีกข้าง ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดบวกกับความโชคดี ทำให้เธอรีบตะเกียกตะกายขึ้นมายืนบนแนวสำรวจได้สำเร็จ และค่อยๆ เดินตามเพื่อนร่วมทีมไปจนทัน “พอเล่าเหตุการณ์ให้เพื่อนฟังเพื่อนก็พากันตกใจใหญ่ พวกเราจึงรีบพากันกลับสถานีทันที เพราะขืนอยู่นานไป อาจทำให้ขาที่ตกลงไปในน้ำแข็งเกิดอาการชาเดินไม่ได้ขึ้นมาแล้วจะเป็นเรื่องใหญ่”

มิใช่มีแค่เรื่องตื่นเต้นเท่านั้น แต่เปิ้ลยังเก็บความทรงจำที่แสนประทับใจในการเดินทางครั้งนี้กลับมาด้วย “สิ่งที่ดิฉันประทับใจ ก็คือการได้ไปเยือนขั้วโลกใต้เป็นครั้งแรกในชีวิต ได้ไปเห็นนกเพนกวินตัวเป็นๆ ใกล้ๆ แบบที่หวังไว้ ได้เก็บตัวอย่างน้ำแข็งมาวิจัย ได้เห็นแมวน้ำตัวเป็นๆ ในระยะใกล้ๆ รวมทั้งการได้เดินบนทุ่งน้ำแข็งที่ขาวโพลนสวยงาม ซึ่งนับเป็นเสน่ห์ของขั้วโลกใต้ที่ดิฉันไม่เคยลืม และหวังว่าจะมีโอกาสได้กลับมาอีกครั้ง”

“การมาครั้งหลังนี้ ดิฉันมีโอกาสได้ดำน้ำสำรวจใต้ทะเลแถบขั้วโลกใต้ด้วยค่ะ เพราะตอนเรียนอยู่ที่สหรัฐ ดิฉันเคยเรียนดำน้ำ เคยเป็นครูสอนดำน้ำ และมีประสบการณ์ดำน้ำในเขตหนาวมาพอสมควร ประกอบกับทางคณะสำรวจจากจีนบอกว่า ถึงแม้จะเคยมาสำรวจที่สถานีนี้ถึง 30 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยมีนักวิจัยคนไหนเคยลงไปดำน้ำสำรวจใต้ทะเลสักที จีนก็เลยอนุญาตให้ดำน้ำได้ เพราะเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าใต้ทะเลแถบนั้นมีอะไรบ้าง” (หัวเราะ)

“การที่จะใช้ชุดดรายสูทได้ จะต้องมีการไปเทรนก่อนค่ะ ดิฉันจึงต้องบินไปเทรนที่มหาวิทยาลัยนิวแฮมเชียร์ สหรัฐ ที่ดิฉันเรียนจบมาถึง 2 ครั้ง เพราะบุคลากรที่นั่นมีประสบการณ์ในการดำน้ำที่แอนตาร์กติกมาก่อน สถานที่ที่เราไปเทรนก็มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับแถบขั้วโลกใต้ ซึ่งอุณหภูมิต่ำสุดในการดำน้ำจะอนุญาตที่ลบ 1 องศาเซลเซียส และดำน้ำได้แค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ไม่งั้นใบหน้าเรา มือเราจะชาจนไม่มีความรู้สึกอะไร ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง”

“เรื่องการดำน้ำ เรื่องชุด เมื่อเตรียมพร้อมแล้วก็ไม่มีปัญหา แต่ตัวปัญหาซึ่งเป็นอันตรายจริงๆ ก็คือ ‘แมวน้ำเสือดาว’ ค่ะ ชื่อก็บ่งบอกถึงความดุร้ายอยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านั้นบริเวณใกล้ๆ กันนี้ เคยมีนักดำน้ำชาวอังกฤษคนหนึ่งถูกแมวน้ำเสือดาวคาบหายไป เหลือแต่ชุดดำน้ำกับถังออกซิเจนทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ซึ่งเจ้าแมวน้ำเสือดาวนี่จะตัวใหญ่และยาวราว 3 เมตร หนัก 200 กว่ากิโล หากมันคิดว่ามนุษย์ที่สวมชุดดำน้ำเป็นเพนกวินตอนที่มันกำลังหิว โศกนาฏกรรมแบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ”

“ดิฉันได้บัดดี้เป็นผู้ชายชาวเกาหลี และเคยเป็นทหารมาก่อนซึ่งอยู่ที่สถานีใกล้ๆ ก่อนดำน้ำดิฉันได้ยินเขาพูดภาษาเกาหลีกับเพื่อนของเขา ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าเขาพูดเรื่องอะไรกัน (หัวเราะ) ตอนหลังถึงได้มารู้ว่าบัดดี้ของดิฉันได้เห็นแมวน้ำเสือดาวอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น แต่เขาคิดว่าคงไม่มีอะไร ถ้ามีแมวน้ำเสือดาวเข้ามาจู่โจมจริงๆ ละก็ เขาคิดไว้ว่าจะปกป้องดิฉันด้วยมีดสำหรับเก็บตัวอย่างที่เขามีนั่นแหละ (หัวเราะ)

การดำน้ำครั้งนี้เป็นการดำที่ดิฉันเดินลงมาจากฝั่ง ไม่ได้ลงจากเรือยาง ดำไปได้ครึ่งชั่วโมงก็โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอเดินขึ้นถึงฝั่งเท่านั้น บัดดี้กลับบอกว่า ‘คุณรู้มั้ย มีแมวน้ำเสือดาวเข้ามานะ มันอยู่ห่างไปไม่ไกลเท่าไหร่ ผมเลยไล่มันด้วยการเอาก้อนหินปา พอไม่เห็นผมเลยคิดว่ามันไปแล้วละ’ แต่พอมาดูภาพที่เพื่อนถ่ายไว้ตอนที่ดิฉันเดินขึ้นฝั่งมาแล้ว ซึ่งถ่ายติดเจ้าแมวน้ำเสือดาวกำลังโผล่หัวขึ้นมาอยู่ใกล้ๆ ดิฉันถึงกับขนลุกเลยค่ะ รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่มันไม่เข้ามาจู่โจม นี่ถ้าดิฉันอยู่ในน้ำนานกว่านี้อีกหน่อยก็อาจจะเจอแจ็กพอตได้ ซึ่งดิฉันก็คงว่ายน้ำหนีไม่ทันแน่นอน เพราะชุดที่ใส่บวกกับถังออกซิเจน รวมกันแล้วหนักเกือบ 30 กก.แน่ะ” (หัวเราะ)

ที่มา: posttoday.com

ที่หน้าประเภท

Loading...