‘ลูกเลี้ยงเดี่ยว’ มองไปข้างหน้าและทำให้ดีที่สุด

23 กุมภาพันธ์ 2558, 4:44 น.

30 0

‘ลูกเลี้ยงเดี่ยว’ มองไปข้างหน้าและทำให้ดีที่สุด

“ถ้าเทียบกับตอนเรียนมัธยมฯ ก็รู้สึกว่าหนักขึ้น ต้องทุ่มเทในการอ่านหนังสือมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะสังคมการเรียนที่จุฬาฯ ทุกคนตั้งใจเรียน ต้องทำตัวให้ขยันมากขึ้น ตัวหนูเองจะนึกถึงครอบครัวเป็นหลัก แม่ ยาย และน้องจะเป็นคนที่สำคัญที่สุด เวลาจะทำอะไรหนูก็จึงนึกถึงพวกเขาก่อน เวลาที่จะเหลวไหลก็พยายามดึงตัวเองกลับมาว่ามีครอบครัวของเราอยู่ พยายามทำตัวดีๆ ตั้งใจเรียนหนังสือ”

“ต้องหันมาดูตัวเองว่า เรามีสิทธิที่จะเลือกที่จะทำอะไรในสิ่งที่เราเห็นว่าดี เพราะอย่างน้อยก็ไม่มีสมาชิกที่ครบสมบูรณ์ กับเพื่อนๆ หนูก็เล่าเรื่องให้เขาฟัง เขาก็ไม่เห็นว่าอะไร ทำตัวตามปกติ อยู่ที่ตัวของเราเองในการเลือกว่าจะทำสิ่งใด ดูจากข่าวหรือละครที่พ่อแม่แยกทางกันแล้วทำตัวมีปัญหาใช้ชีวิตเสเพล การที่มีครอบครัวไม่สมบูรณ์ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี ไม่ถึงขั้นพร่อง เป็นเพียงแค่จุดหนึ่งแต่ก็ไม่สมควรทำให้เป็นไปในทางที่แย่ ควรที่จะทำตัวให้ดีขึ้นหรือเอามาเป็นแรงผลักดันตัวเองแทน”

“ประมาณ 3 ปีที่แล้ว ยายต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาโรคไต หนูกับน้องและลูกพี่ลูกน้องก็ช่วยกันดูแลยาย เพราะยายก็เลี้ยงหนูกับน้องมาซึ่งก็ซนเหมือนกัน แม้คุณยายจากไปแล้วก็ยังคิดถึงอยู่เสมอ หนูกับน้องสาวก็สนิทกันมาก เพราะเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ก็พยายามเติมเต็มให้น้อง พยายามเข้าใจน้องให้มากขึ้น เพราะเขายังอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนต้นเรียนอยู่ ม.ต้น”

“อยากฝากไปยังรุ่นน้องๆ ที่อยู่ในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวว่า สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดให้มองที่ครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้เราเดินไปในทางที่ดี หนูคิดว่าการทำดีเพื่อครอบครัวก็เหมือนกับการส่งเสริมให้เราประสบความสำเร็จ ต้องคิดบวกและไม่ต้องคิดถึงอดีต เดินหน้าต่อไปเพื่อครอบครัวของเราเอง”

“ในความรู้สึกของเขากับคุณพ่อก็ยังดีกับเขาอยู่ ก็ประคับประคองกันมา โชคดีที่เรามีคุณยายคอยช่วยดูแลอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งคอยกล่อมเกลาทำให้ลูกเป็นคนดี ทำให้เขาเป็นคนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อคนสูงอายุ เป็นมรดกที่คุณยายทิ้งไว้ให้เลยตรงจุดนี้”

“ผมคิดว่าก็เหมือนปกติ ใช้ชีวิตไปอย่างไม่มีปัญหาอะไร ไม่รู้สึกว่าขาดอะไร หรือกลับบ้านมาก็ต้องร้องไห้ ไม่ใช่แบบนั้น”

“ไม่ว่าคุณจะอยู่กับพ่อหรือแม่ในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว เขาเป็นคนที่รักคุณมากที่สุดแล้วในตอนนี้ ไม่ต้องสนใจว่าอีกคนไปทำอะไร เพราะเขาก็ยังเป็นพ่อหรือแม่ของคุณอยู่ ก็อย่าไปโกรธเขา ใช้ชีวิตให้เป็นตัวคุณมากที่สุด อย่าไปเสียใจกับสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ให้มองปัจจุบันและอนาคต”

“ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวนั้นมีมานานแล้ว เพียงแต่ว่ายุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป การสื่อสารเปลี่ยนไป กระแสข่าวสารจึงรับรู้ได้เร็วขึ้น ทำให้คนเข้าใจเด็กในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวมากขึ้น ซึ่งก็เป็นการเข้าใจในระดับหนึ่งหรือส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้เข้าใจทั้งหมด”

“เด็กไม่มีความแตกต่างกัน แต่ผู้ใหญ่เป็นคนที่ทำให้แตกต่าง ใส่ปัญหาเข้าไปให้เด็กเห็น วิธีการแก้ปัญหาของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวก็จะมีวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างออกไปบ้าง เนื่องจากมีปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจที่พ่อหรือแม่ต้องทำงานเพียงคนเดียว เรื่องของเวลาในการดูแลลูก เป็นวิธีการบริหารจัดการในครอบครัวไปอีกแบบ ทุกๆ อย่างรอบตัวเป็นการเรียนรู้ได้ทั้งหมด ถ้าสังเกตดูเด็กหลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จก็มาจากครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวมิใช่น้อย แต่คนภายนอกเพียงมองแต่ปัญหาที่คิดว่าจะมี ซึ่งอาจจะเป็นข้อกังวลของสังคมด้วยที่กลัวไปก่อน”

“อย่างลูกดิฉันไม่เรียนพิเศษ ก็คุยกับลูกดูว่าอะไรที่สำคัญกว่า แล้วบริหารที่ตรงนั้น มีปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามาเรื่อยๆ ให้คอยแก้”

“ในสังคมปัจจุบัน ส่วนมากเวลาเด็กทำผิดก็มักจะพูดว่าเพราะมันไม่มีพ่อไง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกเลย เป็นข้ออ้างของคนที่ปัดความรับผิดชอบ ทั้งหมดอยู่ที่วิธีการเลี้ยงดูและอยู่ที่วิธีการปลูกฝังความคิด ต้องสร้างภูมิต้านทานทางความคิดและอารมณ์ให้เขามั่นคง เพราะมันจะส่งผลต่อครอบครัวของเขาในอนาคต ในวันที่เราไม่อยู่แล้ว ต้องเปลี่ยนแปลงและพร้อมที่จะดูแลลูกเสมอเมื่อต้องอยู่ในสถานะครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ลูกยิ่งเล็กๆ ก็ต้องเตรียมความพร้อมให้มาก ต้องมีวิธีจัดการโดยเน้นการป้องกันปัญหาจะไม่เกิด ถ้าลูกเราเข้มแข็งก็ผ่านจุดนั้นไปได้”

ที่มา: posttoday.com

ที่หน้าประเภท

Loading...