เรือเอียงดิ่งกลางมหาสมุทร นาทีเฉียดตายของ สมรัชนะ มูลสาย

15 มีนาคม 2558, 4:41 น.

30 0

เรือเอียงดิ่งกลางมหาสมุทร นาทีเฉียดตายของ สมรัชนะ มูลสาย

พอดีช่วงนั้นมีข่าวการประกาศรับพนักงานบนเรือสำราญ และรับเฉพาะคนที่มีประสบการณ์ด้านโรงแรมเท่านั้น ก็เลยไปสมัคร ต้องสอบภาษาอังกฤษ ทดสอบทักษะด้านวิชาชีพ ถ้าคนไม่เคยทำงานจะไม่รู้ ซึ่งแต่ละตำแหน่งจะมีคำถามการสอบแตกต่างกัน พอสัมภาษณ์เสร็จก็ต้องทดสอบ และตรวจร่างกายเพื่อพร้อมในการทำงาน สรุปว่าสอบผ่านทุกด่าน จึงตัดสินใจว่าจะออกท่องโลกกว้าง จากวันนั้นจนวันนี้ก็ทำงานบนเรือสำราญมากว่า 15 ปีแล้ว”

เรารู้สึกว่า คำว่าคนละโลกนี่มันมีอยู่จริงๆ ในตอนนั้น เคยคิดว่าจะไม่กลับไปอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็ไปแล้วไปอีก สิ่งที่สนุกสำหรับการเป็นลูกเรือในเรือสำราญ คือ วันนี้อยู่ที่ประเทศนี้ วันพรุ่งนี้ก็อยู่อีกประเทศหนึ่ง เหมือนว่าวันนี้อยู่อิตาลี พรุ่งนี้อาจจะไปอยู่ฝรั่งเศส มะรืนก็อยู่สเปน เป็นรีสอร์ทเคลื่อนที่”

ผมผ่านการเฉียดตายมาหลายครั้ง ผ่านมาทุกรูปแบบ แต่ที่ไม่เคยลืมเลยคือเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน เป็นเหตุการณ์ที่เป็นข่าวดังทั่วโลก คือเรือสำราญที่ออกจากฟลอริดา มุ่งหน้าสู่มหานครนิวยอร์ก ที่เอียงดิ่งเกือบจมเพราะความผิดพลาดของมนุษย์ ซึ่งสำนักข่าว CNN ออกข่าวไปทั่วโลก เพราะเรือสำราญชื่อ Crown Princess ลำนี้เป็นเรือใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่ถึง 2 เดือนในขณะนั้น”

พอออกมาจากห้องนอนได้เราก็รีบวิ่งไปด้านหน้าของเรือซึ่งมีสระน้ำ เวลานั้นเรือมันดิ่งเร็วมาก เรือเอียงดิ่งไปทางขวา ลองนึกภาพดูนะว่าบนดาดฟ้าเรือมีสระว่ายน้ำ เก้าอี้อาบแดดเรียงราย เวลาบ่ายแขกจะมาอาบแดด ว่ายน้ำ พักผ่อน มีผู้โดยสารอยู่มากมาย พอเรือเอียงเท่านั้นแหละ เหมือนทุกอย่างถูกเทและผลักออกจากตำแหน่งเดิมที่เคยอยู่ น้ำในสระซัดเหมือนคลื่นย่อมๆ คนที่ตั้งตัวไม่ติดก็จะถูกเรือเทกองมาไว้อีกฟากหนึ่ง ทุกอย่างลอยกลับไปกลับมา โต๊ะเก้าอี้ลอยไปฟาดผู้โดยสาร ตอนนั้นคิดเลยว่าเราจะมาจบชีวิตกลางมหาสมุทรเหรอ จะไม่ได้กลับเมืองไทยเหรอ ความรู้สึกตอนนั้นคิดว่าเราจะตายแล้วเหรอ? อีกนิดเดียวก็จะคว่ำจมแล้ว”

“กัปตันขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ เขาบอกว่าสามารถแก้ไขเหตุการณ์ดังกล่าวได้แล้ว หลังจากนั้นทุกอย่างก็ค่อยๆ สงบ เป็นความโชคดีที่พบว่าไม่มีใครได้รับอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ได้รับบาดเจ็บเยอะมาก หนักบ้าง เบาบ้าง ความรู้สึกผมตอนนั้นคือ เหตุการณ์มันน้องๆ ไททานิคเลย โชคดีที่เราได้รับบาดเจ็บไม่มาก”

“เรารู้แต่ว่าไม่ใช่กัปตันแน่ๆ เพราะขณะที่ผมวิ่งออกมาจากห้องนอน กัปตันก็วิ่งออกมาจากห้องนอนเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเราไม่ได้สนใจว่าใครผิด เพราะหน้าที่ของเราที่ถูกฝึกมาก็คือ พนักงานทุกคนมีหน้าที่จะต้องดูแลผู้โดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผมอยู่ในส่วนที่ต้องช่วยเหลือปฐมพยาบาลผู้โดยสาร ซึ่งจะเห็นสภาพคนเจ็บป่วย เสียงร้องโอดโอยจากความเจ็บปวด หลายคนเลือดไหล ความรู้สึกเราเหมือนเห็นซีนในหนัง ภาพมันเคลื่อนที่ช้าเราเห็นแต่ละคนเลือดไหลเต็มเลย จิตตัวเองก็ตกอยู่แล้ว แต่ก็จำเป็นต้องเรียกสติตัวเองกลับมา ทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด”

จริงๆ ตอนนั้นเราจะกลับบ้านก็ได้ เพราะหัวหน้าก็ถามความสมัครใจของพนักงานว่า ใครสมัครใจจะทำงานต่อ แต่เพราะคิดว่าเกิดมาชีวิตหนึ่งถ้าจะตายก็ต้องตาย ถ้าเรากลับมาเมืองไทยเดินๆ อยู่บนถนนอาจจะมีเหตุการณ์ให้เราต้องตายก็เป็นไปได้เหมือนกัน จึงตัดสินใจทำงานต่อ”

เมื่อถามว่า สิ่งที่เยียวยาสภาพจิตใจที่เสียศูนย์ไปตอนนั้นคืออะไร สมรัชนะ บอกว่า ศาสนาคือสิ่งเดียวที่ทำให้จิตใจเขาสงบ บวกกับคำสอนของพ่อแม่ที่ติดตัวมา ทำให้เขามีเรี่ยวแรงที่จะทำงานต่อไป “ร่างกายกับจิตใจต้องสัมพันธ์กัน เราคิดว่าจะกลัวอะไรมากมายในเมื่อร่างกายเรายังพร้อม ไม่ได้รับบาดเจ็บมากมายถ้าเทียบกับคนอื่นๆ จิตใจต้องใช้เวลานาน ถามว่าใช้เวลาเยียวยาสภาพจิตใจตัวเองนานไหม? ก็ยอมรับว่านานเหมือนกัน 2 เดือนเลยนะ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เมื่อใกล้ความตายมาแล้วก็ไม่มีอะไรจะต้องกลัวอีก ก็เลยตัดสินใจอยู่ต่อจนจบสัญญาปีนั้น”

ที่มา: posttoday.com

ที่หน้าประเภท

Loading...