Heritage ต้นนี้ต้อง 'รักษ์'

11 มีนาคม 2558, 11:00 น.

39 0

Heritage ต้นนี้ต้อง 'รักษ์'

ต้นไม้ 1 ต้น จะปลดปล่อยก๊าซออกซิเจนที่คนและสัตว์จำเป็นต้องใช้ในการหายใจออกมา ได้ถึง 200,000 - 250,000 ลิตรต่อปี ซึ่งสามารถรองรับความต้องการก๊าซออกซิเจน ของมนุษย์ได้ถึง 2 คนต่อปี (ความต้องการก๊าซออกซิเจนของคน = 130,000 ลิตร / คน / ปี)

อรยา สูตะบุตร ผู้ประสานงานกลุ่ม Big Tree หนึ่งในกลุ่มอนุรักษ์ที่เข้าร่วมในกิจกรรม กล่าวถึงจุดยืนในการคัดค้านการตัดต้นไม้ใหญ่ครั้งนี้และหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาว่า "เราคิดว่าต้นไม้ใหญ่อยู่กับการพัฒนาได้ เราพยายามที่จะเผยแพร่ นำเสนอแนวทางในการพัฒนาที่ดิน หรือจะเป็นการทำถนน การสร้างสาธารณูปโภค แบบที่ไม่ต้องทำลายสิ่งแวดล้อม หรือว่าทำลายให้น้อยที่สุด แล้วก็จะพยายามหาวิธีที่จะพูดคุย เจรจา หาทางออกร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่บางทีหลายๆ ครั้ง มันไม่ได้รับการตอบรับ"

ในฐานะคนที่ทำงานเรื่องนี้มานาน เธอมองว่าส่วนหนึ่งมาจากทัศนคติของคนที่มีต่อต้นไม้ "คือจะมีคนจำนวนหนึ่งที่คิดว่าต้นไม้ปลูกเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วก็เป็นของที่ต้องเอามาใช้ประโยชน์ ซึ่งมันก็จริง มันก็มีต้นไม้บางส่วนที่เราเอามาใช้ทำงานศิลปะ เอามาแปรรูป เอามาทำเฟอร์นิเจอร์ มาสร้างบ้าน แต่ในการใช้ประโยชน์พวกนี้เราก็ต้องคำนึงถึงความสมดุลกับธรรมชาติที่ยังหลงเหลืออยู่ พูดง่ายๆ ว่าถ้าเราจะตัดมันต้องมีเหตุผลที่เหมาะสม"

"บิ๊กทรีอยากเสนอแนวความคิดนี้ว่า ความอยู่รอดของธรรมชาติคือความอยู่รอดของคน และการที่เราจะอยู่รอดร่วมกันได้ ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ และการทำงานร่วมกัน มันไม่น่าจะเป็นการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดแบบหนึ่งแล้วก็จะเอาหัวชนฝา เพราะธรรมชาติมันเป็นสมบัติของสาธารณะ ไม่ใช่สมบัติของคนใดคนหนึ่ง ถ้าเราไม่ช่วยกันทำมันจะไม่มีอะไรเหลือ มันจะกลายเป็นสิ่งปลูกสร้าง เป็นคอนโดเป็นถนนเป็นคอนกรีตอะไรไปหมด แล้วเราจะต้องอยู่กันในห้องแอร์ หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มันเป็นการจำลองขึ้นมาทั้งหมด"

"อย่างที่สิงคโปร์ เขาจะให้ประชาชนแจ้งเข้ามาเลยว่าต้นไม้นี้นะอยู่ที่นี่ แล้วเขาก็จะมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจ เมื่อดูว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ จากนั้นก็จับเข้าลิสต์ต้นไม้ที่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งมีกฎหมายรองรับ และมีงบประมาณที่เอาไว้ใช้ดูแลต้นไม้ทั้งหมด ในทางกลับกันถ้าพบว่าต้นไม้พวกนี้ถูกทำลายแม้แต่นิดหน่อย ไม่ถึงกับโค่น ก็มีบทลงโทษด้วย ไม่ว่าขับรถไปชน หรือไปตอกอะไรติดต้นไม้ มันเป็นกฎหมายที่มีมานานแล้ว เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสิงคโปร์แล้วก็มีเอกชนช่วยเรื่องงบประมาณในการดูแลบริหารจัดการในระยะยาว ตรงนั้นเป็นอุดมคติของเรา คิดว่ามันคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร เรียกว่าต้องบิลด์จิตสำนึกของคน ทั้งคนธรรมดาและเจ้าหน้าที่ของรัฐ คนที่มีอำนาจตัดสินใจไปพร้อมๆ กัน"

"อันนี้เป็นโครงการระยะยาวของเรา ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นการขึ้นทะเบียนต้นไม้ที่ควรจะรักษาเอาไว้ และถ้าในช่วงเวลาเดียวกันเราสามารถที่จะผลักดันในเรื่องของกฎหมายคุ้มครองต้นไม้ใหญ่ไปด้วยได้มันจะเป็นความฝันสูงสุด"

"ด้วยความที่ลิสต์นี้มาจากประชาชน อย่างน้อยมันก็จะกระตุ้นความรู้สึกหวงแหน ช่วยกันดูแลต้นไม้และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่แต่ละคนอยู่ ส่วนในเรื่องของกฎหมาย ต้องยอมรับว่ามันต้องใช้แรงผลักดันที่เยอะมาก"

คำว่าไม้หมายเมืองก็คือเป็นแลนด์มาร์ก เหมือนเวลาเราไปเชียงตุงพอลงหุบเขาปุ๊บ จะมองเห็นต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง รู้เลยว่านั่น คือเมืองเชียงตุง ฉันใดก็ฉันนั้น เชียงใหม่ก็เหมือนกัน เพราะว่าสมัยก่อนการเดินทางจะต้องเดินทางด้วยวัวต่างม้าต่าง แล้วเมื่อขึ้นไปอยู่บนยอดเขาเราจะมองเห็นเลย ต้นยาง ตรงนั้นคือเชียงใหม่ นั่นคือไม้หมายเมือง และไม้หมายเมืองในเวลานี้ก็ยังอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง เวลาที่เราทำพิธีบูชาเสาอินทขิล หนึ่งในสิ่งที่เราต้องบูชาก็คือต้นไม้หมายเมือง เพราะฉะนั้นเรื่องของต้นไม้มีความสำคัญกับมนุษย์มาตั้งนานแล้ว อย่างถนน หมู่บ้าน ตลาด ก็จะมีต้นไม้เป็นชื่อ เช่นกาดต้นพยอมอะไรอย่างนี้"

"อย่างบางบ้านพ่ออาจจะปลูกต้นไม้ให้ในวันเกิดลูก หรือปกาเกอะญอ เวลาที่ลูกเขาเกิดขึ้นมาเขาก็จะเอารกพันไว้กับต้นไม้ มันมีความผูกพันกัน และทำให้ต้นไม้นั้นได้รับการคุ้มครอง"

"ตอนที่เราทำโครงการฟื้นบ้านย่านเวียงเชียงใหม่ เราก็เริ่มสำรวจในส่วนของตัวเมืองว่ามีต้นไม้อะไรบ้าง แล้วก็พบต้นไม้ที่มีอายุเยอะทีเดียวอยู่หลายต้น บางต้นแทบจะเหลืออยู่เพียงแค่ต้นเดียวในประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราถึงคิดถึงแนวคิดอันนึงนั่นคือ Heritage Tree มันคือต้นไม้มรดกที่เราควรจะต้องส่งผ่านองค์ความรู้รวมถึงการตระหนักรู้และรักต้นไม้ไปให้กับคนปัจจุบันและในอนาคต เพราะต้นไม้เป็นส่วนหนึ่งของการขัดเกลาจิตใจและเพิ่มคุณค่าของมนุษย์ให้มากยิ่งขึ้น ไม่เช่นนั้นชีวิตเราก็จะอยู่กับตึกสี่เหลี่ยม อยู่กับอะไรที่เป็นสิ่งก่อสร้างแต่เพียงอย่างเดียว"

ทั้งหมดนี้ ดร.วรลัญจก์ เน้นว่าต้องการสร้างจิตสำนึกของคนในชุมชนและเยาวชนก่อน "ที่ผ่านมาเราจะนำนักเรียนนักศึกษามาเรียนรู้ ให้เขาจะได้ซึมซับ หรือในบางต้นเราก็ให้ชุมชนชาวบ้านเป็นผู้ดูแล ซึ่งชาวบ้านเองก็สามารถที่จะเป็นหมอต้นไม้ได้ ไม่ต้องเรียนจบวนศาสตร์หรืออะไร เราเทรนทั้งชาวบ้านทั้งเด็ก เดี๋ยวนี้เขาเดินไปที่ไหนเขารู้เลยค่ะว่าต้นไม้นี้ไม่สบายนะ ต้นนี้จะต้องดูแลอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้คือสิ่งที่เราทำมาแล้วและกำลังขยับขยายไปในท้องที่ต่างๆ"

"ต้นไม้มรดก จุดประสงค์คือเพื่อรักษาเป็นมรดกตกทอดถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน และไม่ใช่มรดกของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นมรดกของคนทั้งประเทศ ฉะนั้นถ้าทุกคนกลับมามองตัวเราว่าจะทำอะไรได้ที่จะช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้หนึ่งต้นที่บ้าน หนึ่งต้นที่โรงเรียน ไปจนถึงช่วยฟื้นฟูป่าชายเลน ป่าชุมชน หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องตัดสินใจระหว่างตัดหรือไม่ตัดต้นไม้ น่าจะลองทบทวนว่าต้นไม้ถ้ามันอยู่มันน่าจะมีประโยชน์กว่าไหม เจ้าของที่ดินที่เป็นเอกชนลองคิดนิดนึงว่าในพื้นที่ของท่านถ้ามีต้นไม้ใหญ่อยู่ สร้างโครงการเสร็จแล้วพื้นที่สีเขียวเหล่านี้จะให้ประโยชน์กับคนที่อยู่อาศัย คนที่เข้าไปทำงาน หรือแม้แต่คนที่ผ่านไปผ่านมา ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี"

ที่มา: bangkokbiznews.com

ที่หน้าประเภท

Loading...